posttoday
เร่งก่อหนี้สาธารณะ ดันเศรษฐกิจขยายเพิ่ม

เร่งก่อหนี้สาธารณะ ดันเศรษฐกิจขยายเพิ่ม

15 ตุลาคม 2561

การนับหนี้สาธารณะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง

โดย เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง 

การนับหนี้สาธารณะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล ที่เมื่ออยู่ในช่วงโค้งท้ายของการทำงานก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ ก็จะถูกโจมตีว่าเป็นรัฐบาลที่สร้างหนี้มากที่สุด

สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ถูกเว้นโดนโจมตีว่าตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 ได้ก่อให้หนี้ประเทศเพิ่มขึ้นถึง1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากดูหรือฟังผ่านๆ ก็ดูเหมือนรัฐบาลชุดนี้สร้างหนี้ก้อนโตให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในทางเศรษฐกิจแล้วนโยบายทางการคลัง โดยการก่อหนี้เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ทุกรัฐบาลดำเนินการมา เห็นได้จากประเทศไทยทำงบประมาณแบบขาดดุลมาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า10 ปี เฉลี่ยแล้วต้องกู้เพื่อขาดดุลไม่ต่ำกว่าปีละ 3-4 แสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นโยบายการคลังนี้ยังคาดว่ารัฐบาลที่จะมาใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองไหน ก็ยังต้องทำงบประมาณแบบขาดดุล หรือพูดง่ายว่าต้องก่อหนี้เพิ่มอีกปีละหลายแสนล้านบาทต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งกินเวลาอีกหลายปีถึงจะทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลได้

ดังนั้น การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มจำนวนมากจึงไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญที่สุด แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษคือ การก่อหนี้นั้นมีคุณภาพขนาดไหน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต ก็ถือว่าก่อหนี้นั้นมีประโยชน์กับประเทศและประชาชน

ในทางตรงข้ามหากการก่อหนี้เพื่อไปใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือทำให้เกิดความเสียให้กับประเทศ การก่อหนี้นั้นก็จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา เช่น ในรัฐบาลที่ผ่านมารัฐบาลหนึ่งกู้เงินเพื่อทำโครงการรับจำนำข้าว 2 ปี ใช้เงินกู้ไป 9 แสนล้านบาท ซึ่งมีผลขาดทุนตามมาที่ผู้เสียภาษีต้องชดใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาทซึ่งถึงวันนี้ยังใช้หนี้ไม่หมด

สำหรับการก่อหนี้ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ตั้งแต่สิ้นปีงบประมาณ 2557 ประเทศมีหนี้สาธารณะ 5.69 ล้านล้านบาท หรือ 43.3% โดยมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) อยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท โดยล่าสุดหนี้สาธารณะอยู่ที่ 6.67 ล้านล้านบาท หรือ 41.32% มูลค่าจีดีพี 16 ล้านล้านบาท

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขหนี้ จะพบว่ามีการก่อหนี้เพิ่ม 1 ล้านล้านบาท แต่เป็นการก่อหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมูลค่าของจีดีพีเพิ่มถึง 4 ล้านล้านบาท มากกว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า

นอกจากจัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของไทยยังอยู่ที่ 41.32% ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ต้องไม่เกิน 60% อยู่มาก แสดงให้เห็นว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นสูงไม่ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ เพราะการกู้ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าในเมืองที่สามารถก่อสร้างในหลายเส้นทาง จนทำให้เกิดรถติดมากขึ้นในช่วงที่มีการก่อสร้าง เป็นต้น

ธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ปัญหา ประเด็นสำคัญอยู่ที่คุณภาพของหนี้ที่กู้ไปแล้วใช้ทำอะไร โดยรัฐบาลนี้กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นหลัก จากที่เข้ามาบริหารประเทศงบลงทุนมีอยู่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณทั้งหมด แต่ปีงบประมาณ 2562 งบลงทุนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 22% มากกว่า พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดไว้ต้องมีงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าการตั้งขาดดุลงบประมาณ โดยในปีงบประมาณ 2562 ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท แต่งบลงทุนมีสูงถึงเกือบ 7 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณภาพก่อนหนี้

ธีรัชย์ ยังระบุว่า การก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลปัจจุบันและอนาคต จะมีคุณภาพมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐพ.ศ. 2561 (พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่20 เม.ย. 2561 ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินการคลังของประเทศมีประสิทธิภาพ รัดกุม โปร่งใส และ
คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งกฎหมายนี้กระทรวงการคลังผลักดันมาตั้งแต่ปี 2550ผ่านมาหลายรัฐบาลและสุดท้ายมาสำเร็จในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

สำหรับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ มีคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งการประชุมคณะกรรมการที่ผ่านมาได้มีการกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังที่สำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านการก่อหนี้สาธารณะ เช่น สัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรัฐบาลรับภาระต้องไม่น้อยกว่า 2.5% แต่ไม่เกิน 3.5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายข้ามปีงบประมาณไม่เกินอัตรา 10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายไม่เกินอัตรา 5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้รัฐบาลรับภาระที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ให้ โดยกำหนดอัตราการชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายต้องมียอดคงค้างรวมกันไม่เกินอัตรา 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

สำหรับกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ก็ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต้องไม่เกิน 60% สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ต้องไม่เกิน 35% สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ต้องไม่เกิน 10% และสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ต้องไม่เกิน 5%

หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีความมั่นคง กำหนดวงที่รัฐบาลจะทำโครงการที่สร้างความเสียหายอยู่ในวงจำกัด จากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีการกำหนดมาตรฐานดังกล่าว โดยเฉพาะการ
ตีกรอบการชดเชยความเสียหายของรัฐในแต่ละปีต้องมียอดค้างไม่เกิน 30% ของเงินงบประมาณรายจ่าย

ดังนั้น การที่ประเทศมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ จึงเป็นหลักประกันได้อย่างดีว่า การก่อหนี้ของประเทศจะมีคุณภาพมากขึ้น และทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากกว่าการก่อหนี้ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำได้สำเร็จระดับหนึ่ง ที่ก่อหนี้เพิ่ม 1 ล้านล้านบาท แต่ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับจำนวนหนี้ที่ก่อเพิ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ