
ทัพพาราไทยซิวทองเกินเป้า
“จุตินันท์” พอใจผลงานทัพคนพิการไทยคว้า 23 เหรียญทอง ปิดฉากเอเชียนพาราเกมส์
“จุตินันท์” พอใจผลงานทัพคนพิการไทยคว้า 23 เหรียญทอง ปิดฉากเอเชียนพาราเกมส์
จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย กล่าวชื่นชมทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจากการคว้า 23 เหรียญทอง 32 เหรียญเงิน 50 เหรียญทองแดง ปิดฉากศึกเอเชียนพาราเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งดีกว่าครั้งก่อนตรงตามเป้าหมายจากที่ตั้งไว้ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์
“ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของนักกีฬาพาราไทยทุกคน เมื่อมองถึงภาพรวมต้องบอกว่านักกีฬาเรามีผลงานที่ดีขึ้น เนื่องจากเราสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาครองได้มากกว่าครั้งที่แล้ว นอกจากนี้เรายังได้เห็นถึงพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมของนักกีฬาหน้าใหม่ในหลายๆ ชนิดกีฬาทั้งกรีฑา แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส ฯลฯ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ที่โตเกียว ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของทัพพาราไทย เพราะหวังที่จะทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา” จุตินันท์ กล่าว
ทั้งนี้ ในการชิงชัยวันสุดท้ายทัพไทยคว้าเพิ่มมาได้ 3 เหรียญเงิน จากแบดมินตัน ประเภทหญิงคู่ คลาส WH1 อำนวย เวชวิฐาน กับ สุจิรัตน์ ปุกคำ และประเภทคู่ผสม คลาส SL3-SU5 นิภาดา แสนสุภา กับ ศิริพงษ์ เติมอารมณ์ รวมถึงเทเบิลเทนนิส ประเภททีมชาย คลาส 8 (ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ คมกฤษณ์ จริตสัจ พิสิษฐ์ หวังผลพัฒนศิริ)
สำหรับทัพนักกีฬาไทย จบอันดับที่ 7 บนตารางเหรียญจากทั้งหมด 43 ชาติที่ร่วมแข่งขัน แม้จะเป็นอันดับที่แย่กว่าเมื่อ 4 ปีก่อนที่จบอันดับ 6 (21 ทอง 39 เงิน 47 ทองแดง) แต่ครั้งนี้สามารถคว้าเหรียญได้มากกว่า
ขณะที่ “เจ้าเหรียญทอง” ตกเป็นของจีน ทำได้ 171 เหรียญทอง 88 เหรียญเงิน และ 59 เหรียญทองแดง ตามด้วยอันดับ 2 เกาหลีใต้ (53-45-46) และอันดับ 3 อิหร่าน (51-42-43)
ด้านพิธีปิดการแข่งขันมีขึ้น ณ สนาม เกโลรา บังการ์โน ในกรุงจาการ์ตา โดยการแสดงเป็นไปอย่างเรียบง่าย สื่อถึงความสมัครสมานสามัคคีของเหล่านักกีฬาที่เข้ามาร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักกีฬาที่เข้าร่วมและผู้เข้าร่วมพิธีปิดอย่างมากมาย ก่อนที่ “เจ้าภาพ” อินโดนีเซีย จะส่ง
ไม้ต่อให้กับจีน โดยครั้งต่อไปจะจัดแข่งขันที่เมืองหางโจว ในปี 2022
ทัพนักกีฬาไทยจะเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 14 ต.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 16.15 น.เป็นต้นไป







