
รัฐศาสตร์ว่าด้วยการเลือกตั้ง
ใครๆ ก็สนใจ “คณิตศาสตร์การเลือกตั้ง”
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ใครๆ ก็สนใจ “คณิตศาสตร์การเลือกตั้ง”
คนที่นำเสนอออกมาเป็นคนแรกๆ น่าจะเป็นอาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร ตามมาด้วยอาจารย์สิริพรรณ นกสวน โดยเป็นการศึกษาและคาดการณ์ถึง “จำนวนตัวเลข” ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคต่างๆ จะได้รับในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงในวันที่ 24 ก.พ. 2562 นี้ ซึ่งก็ได้สร้างความฮือ(ฮา)พอสมควร โดยของอาจารย์สมชัยมีการจัดทำในรูปแบบของ “แผนภาพ” หรือ Infographic ส่วนของอาจารย์สิริพรรณนั้นเขียนเป็นบทวิเคราะห์ ส่วนจะเป็นจริงตามที่อาจารย์ทั้งสองท่านนำเสนอหรือไม่นั้น ก็ต้องติดตามกันต่อไป
สรุปสาระของทั้งสองท่าน ก็คือ พรรคเพื่อไทย จะเป็นพรรคที่ได้ สส.มากที่สุด คืออาจจะถึง 200 เสียง แต่ว่าก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะไม่มี สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากได้ สส.ในระบบเขตเลือกตั้งครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญได้วางระบบไว้แล้ว ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงมีการตั้ง “พรรคสำรอง” อีก 2-3 พรรคขึ้นรองรับ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะได้จำนวน สส.ในระบบบัญชีรายชื่อนี้ด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการวางตัวผู้สมัครลงรับเลือกตั้งที่แต่ละพรรคต้องคิดอย่าง “ซับซ้อน” พอควร
ผู้เขียนก็มีความโน้มเอียงที่จะเชื่อ “คณิตศาสตร์การเลือกตั้ง” ดังกล่าว แต่เมื่อมามองด้วย “รัฐศาสตร์การเลือกตั้ง” กลับมองเห็น “เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราย” ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะมีการวางแผนในเรื่องนี้ไว้แต่ต้น นั่นก็คือ “การจัดวางโครงสร้างอำนาจ” ที่จัดวาง “กลไก” ไว้อย่าง “ลุ่มลึก” หรือถ้าหากผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีแผนการในเรื่องนี้ แต่ก็นับว่าเป็น “การทดลองทางการเมือง” ที่พิสดารอย่างยิ่งเลยทีเดียว
กลไกอันแรก คือ “การวางตัวผู้สมัคร” โดยจะต้องส่งคนที่มีคะแนนจัดตั้งดีๆ ที่เรียกว่า “มีฐานเสียงดี” ซึ่งก็คืออดีต สส.หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ สำหรับการเลือกตั้งในระบบเขต เพื่อให้ชนะในการเลือกตั้งอย่างมั่นใจ พร้อมกับจัดผู้สมัครที่มีฐานเสียงรองลงไป ซึ่งจะต้องอยู่ในพรรคอื่น (ในที่นี้ก็คือพรรคสำรอง) ให้ไปเก็บคะแนนตุนไว้ รวมถึงการทำเช่นนี้กับเขตเลือกตั้งอื่นๆ ที่ผู้สมัครของพรรคไม่ใช่ตัวเต็ง แต่ก็ต้องส่งผู้สมัครที่ “แข็งๆ” ลงไปสู้ เพื่อหวังกอบโกยในลำดับรอง แม้จะเป็นที่ 2, 3 หรือ 4 แต่ก็จะเป็นคะแนนตุนไว้เพื่อไปจัดสรรให้กับ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อต่อไป ซึ่งก็อาจจะไปตกอยู่กับพรรคในระดับรองๆ ลงไปนั่นเอง
ดังนั้น เราจึงอาจจะเห็นบรรดาคนสำคัญระดับหัวแถวหรือนายทุนของพรรคไปมีชื่ออยู่ในลำดับต้นๆ ในผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคสำรอง แทนที่จะไปอยู่ในพรรคหลักหรือพรรคใหญ่ เว้นแต่มีการ “คำนวณ” การจัดวางระบบบัญชีรายชื่อให้ “แม่นยำ” เผื่อกันผิดพลาดตกหล่น ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด ก็คือ การเกิดขึ้นของพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ให้เป็น “พรรคคู่ผสม” ที่จะต้องจัดสรรผู้สมัครให้ลงตัวกัน โดยที่จะต้องมี สส.เก่าเป็นตัวดูดคะแนนในระบบเขต เพื่อจะได้ให้ “คนสำคัญ” ของพรรคไปอยู่ในบัญชีรายชื่อของทั้งสองพรรค โดยคาดว่าพรรคเก่าๆ อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์นั้น (และอาจจะรวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่มี สส.เก่าอยู่มาก) จะได้ สส.ในระบบเขตเข้ามามาก แล้วพรรคในระดับรองอย่างพรรคพลังประชารัฐและรวมพลังประชาชาติไทยนี้ก็จะได้ “สอย” เอาคะแนนมาให้กับ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อต่อไป
นี่คือเหตุผลที่ต้องมี “ของเน่าแต่เสียงดี” อยู่ในพรรคบางพรรค
กลไกอีกอย่างหนึ่งที่ลึกล้ำจนเหลือเชื่อ ก็คือ “การย่อยสลายพรรคใหญ่” อันเป็นผลจากระบบการเลือกตั้งแบบ “1 บัตรสารพัดประโยชน์” ที่ผู้ร่างท่านบอกไว้ แต่ว่าการกาเพียงคะแนนเดียวได้ทั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ แต่มันได้สร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองต่างๆ อย่างมากมาย ไม่เพียงแต่ปัญหาการวางตัวผู้สมัครดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ยังส่งผลถึง “ความอยู่รอด” ของแต่ละพรรคนั้นด้วย
ปัญหาแรกที่จะเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองต่างๆ ก็คือ ความขัดแย้งในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ถึงแม้ว่าในตอนวางตัวผู้สมัครจะสามารถตกลงกันได้แล้ว (ที่อาจจะไม่เรียบร้อยหรือยัง “เคืองๆ” กันอยู่) แต่วิสัยของนักเลือกตั้งย่อมมีความคิดลึกๆ อยู่ว่า “จะแพ้ไม่ได้” ดังนั้นอาจจะเกิดกรณีการแทงข้างหลัง หรือการเล่นไม่ซื่อ เพื่อให้ตนเองได้คะแนนมากๆ นอกเสียจากว่าจะใช้ระบบ “การฮั้วหัวคะแนน” แล้วแบ่งคะแนนกัน รวมถึงการให้คำมั่นสัญญาจากผู้ใหญ่ในพรรคว่าจะมีการจัดแบ่งตำแหน่งอะไรกันอย่างไรหลังการเลือกตั้ง
ปัญหาต่อมา ก็คือ เมื่อคนสำคัญของพรรคต้องไป “แอบอาศัย” อยู่ในพรรคระดับรองๆ ความสำคัญของพรรคใหญ่ก็จะลดน้อยถอยลง รวมถึงการที่หลายๆ พรรคต้องมารวมกันเป็นรัฐบาลผสม ภายใต้การกำกับของ “คณะผู้มีอำนาจ” ทั้งคณะทหารและวุฒิสภา พรรคการเมืองทั้งหลายก็จะยิ่งลดความสำคัญลงไป นักการเมืองทั้งหลายต้องไปคอย “ประจบประแจง” เอาใจผู้มีอำนาจ มากกว่าที่จะช่วยกันสร้างพรรคให้เข้มแข็ง ซึ่งนั่นก็คือความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ที่จะลดความสำคัญลงไปด้วย
ปัญหาสุดท้ายที่ทำให้พรรคการเมืองต้อง “ด้อยค่า” ก็คือ เมื่อพรรคต่างๆ ไม่มีความสำคัญแล้ว แต่ความสำคัญจะไปอยู่ที่ “ก๊กก๊วน” ต่างๆ คือ บรรดาผู้นำกลุ่มที่รวบรวม สส.ได้จำนวนพอควร การเมืองไทยก็จะกลับไปสู่ระบบ “เบี้ยหัวแหลกหัวแตก” เหมือนที่เป็นมาตั้งแต่มีพรรคการเมืองครั้งแรกเมื่อปี 2489 นั่นเลยทีเดียว นั่นก็คือประเทศไทยยังไม่มีระบบพรรคการเมืองที่แท้จริง จะมีก็เพียง “นักเลือกตั้งเฉพาะกิจเท่านั้น”
คนร่างกฎหมายคงไม่ได้คิดร้าย แต่มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้







