posttoday
พระยุคลบาท ก้าวนำทาง

พระยุคลบาท ก้าวนำทาง

13 ตุลาคม 2561

13 ต.ค. 2561 ครบรอบ 2 ปี การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

13 ต.ค. 2561 ครบรอบ 2 ปี การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของชาวไทย

ไม่แน่ใจว่าผู้อ่านเองจะรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ ส่วนตัวผู้เขียนเองรู้สึกว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปไว ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ภาพของผู้คนที่หลั่งไหลเหมือนสายน้ำไปยังโรงพยาบาลศิริราช ไปยังท้องสนามหลวง เต็มพื้นที่ถนนราชดำเนินเพื่อรอเฝ้าส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันวาน และต่อให้ผ่านไปอีกกี่ปี ความรู้สึกและภาพต่างๆ ที่พบเห็นในเหตุการณ์ครั้งที่ประเทศไทยได้สูญเสียพระองค์ท่านก็จะยังคงอยู่ในความทรงจำ

แต่แม้ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะจากเราคนไทยไป แต่ยังคงมีปรัชญา แนวพระราชดำริมากมายที่พระองค์ พระราชทานไว้ให้เราร่วมกันสานต่อ ซึ่งแนวทางทั้งหมดนั้นไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ความเจริญอย่างมั่นคงของส่วนรวมและประเทศชาติ

ในการทำงานเป็นผู้สื่อข่าวของผู้เขียนเอง มีโอกาสหลายครั้งที่ได้ไปรับฟัง พบเห็น และนำโครงการในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน หลายต่อหลายเรื่องไม่อาจถ่ายทอดได้หมดด้วยข้อจำกัดของพื้นที่หน้ากระดาษ แต่ที่สามารถสรุปออกมาได้นั้นคือ ทุกๆ หนแห่งที่
พระองค์เสด็จฯ ไป ทุกโครงการ ทุกแนวพระราชดำรินั้นคือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรของพระองค์ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและยากจน

ในยุคสมัยที่การคมนาคมขนส่งที่สะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ หลายคนคงนึกไม่ออกว่าชนบทห่างไกลมากๆ อยู่บนดอยบนเขาเดินทางลำบากอย่างไร ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ตรงนั้นลำบากแค่ไหน หน่วยงานราชการอาจมองข้ามพื้นที่เหล่านั้นไป แต่เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯ ไป หน่วยงานราชการก็ได้มองเห็นความยากลำบากของผู้คน ก็ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือและเกิดการพัฒนาขึ้น

นอกจากพระราชทานโครงการในพระราชดำริในแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมแล้ว พระองค์ได้พระราชทานปรัชญาให้ประชาชนแต่ละพื้นที่สามารถคิดแก้ไขปัญหาหรือหาแนวทางพัฒนาชุมชนของตนเองให้เข้มแข็งด้วยแนวพระราชดำริ “การระเบิดจากภายใน” นั่นคือการจะพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งได้นั้นต้องพัฒนาอย่างเป็นลำดับ ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นจากหน่วยที่เล็กที่สุด คือครอบครัว แล้วจึงพัฒนาไปสู่ระดับชุมชน และทุกขั้นนั้นยืนอยู่บนฐานการพึ่งพาตนเองได้ การพัฒนาเกิดจากความคิด ความรู้ ความต้องการภายในครอบครัวหรือชุมชนเป็นแรงผลักดัน ไม่ใช่เกิดจากคนอื่นมากระตุ้นให้ทำ ส่งเสริมให้ทำ หรือเอาความเจริญจากข้างนอกเข้าไปให้ หาไม่แล้วการพัฒนาก็เกิดขึ้นอย่างฉาบฉวยไม่ยั่งยืน

จากแนวพระราชดำริ การระเบิดจากภายใน ที่นำไปปรับใช้กับการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เป็นฐานสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) ที่ในหลวงได้พระราชทานเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติให้คนไทยในช่วงที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ปี 2540

ในขณะที่สังคมตกอยู่ในวิกฤต เกิดความสับสนหาทางออกของปัญหาไม่เจอ“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เปรียบเหมือนแสงสว่างให้สติแก่ผู้คนในขณะนั้น และแม้ประเทศไทยจะผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้กว่า 20 ปีแล้ว แต่ปรัชญาที่พระองค์พระราชทานไว้ยังคงได้รับอัญเชิญมาปรับใช้กับการดำเนินงานในทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ตลอดจนการวางนโยบายเศรษฐกิจระดับประเทศของรัฐบาล การปฏิรูปประเทศ และวางยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ เพราะองค์ประกอบของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ประกอบไปด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ และ 2 เงื่อนไขนั้น สามารถนำไปปรับใช้กับทุกเรื่องทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง 3 คุณลักษณะที่ว่านั้นคือ1.ความพอประมาณ คือ ความพอดีต่อความจำเป็นเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป และไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 2.ความมีเหตุผล คือ ตัดสินใจดำเนินการแต่ละเรื่องอยู่บนเหตุผลหลักวิชาการ กฎหมาย ศีลธรรม จริยธรรม 3.มีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี คือ เตรียมตัวให้พร้อมรับต่อผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อปรับตัวและรับมือได้

และทั้ง 3 คุณลักษณะนั้นดำเนินไปบน 2 เงื่อนไขสำคัญ คือ 1.คุณธรรม ที่ต้องสร้างเสริมให้เป็นพื้นฐานจิตใจของคนในสังคม และ 2.ความรู้ ที่ต้องมีการฝึกตนเองให้มีความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ เพื่อนำมาเชื่อมโยงประกอบการดำเนินการในขั้นปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม

นอกจากน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวาระครบรอบ 2 ปี การสวรรคตนี้แล้ว อยากเชิญชวนทุกๆ คนย้อนกลับมาทบทวนว่าในชีวิตเล็กๆ ของเราเองนี้ ได้น้อมนำพระราชดำริ หลักคิด ปรัชญาที่พระองค์พระราชทานไว้มาปรับใช้กับตนเอง ในที่ทำงาน คนรอบข้างและสังคมส่วนรวมแล้วหรือยัง และมากหรือน้อยเพียงใด

สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้กับคนไทยเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับพระธรรมคำสอนที่ พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานแก่พุทธบริษัท ประโยชน์โพดผลอันใดจะไม่เกิดขึ้นหากเราเพียงรู้ แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติเลย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ