
Yield Curve ขยับตัวขึ้นลงในกรอบแคบๆ
...สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (18
–22 ต.ค. 2553) มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 4,568,321.68 ล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 913,664.34 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายโดยรวมแบ่งเป็นมูลค่าการซื้อขายแบบ Outright ที่ 387,260.21 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.48 ของมูลค่าการซื้อขายรวม ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายแบบ Outright เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วนั้น พบว่า พันธบัตรองค์กรภาครัฐ (State Agency Bond) มีปริมาณการซื้อขายเท่ากับ 352,306.25 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90.97 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 14.68 ตามมาด้วย พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 19,448.49 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.02 ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 57.54 ต่อมาเป็น ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 11,770.36 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.04 ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 27.41 ทางด้าน หุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าซื้อขาย 1,966.43 ล้านบาทสำหรับตราสารหนี้ที่มีปริมาณการซื้อขายแบบ Outright สูงสุดเป็นสามอันดับแรก เมื่อแบ่งตามประเภทของตราสารหนี้มีดังต่อไปนี้คือ ในส่วนของ พันธบัตรรัฐบาล คือ รุ่น LB145B, LB133A และ LB143A มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 3,156.17 ล้านบาท 2,569.45 ล้านบาท และ 2,515.70 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับ หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดสามอันดับแรกคือ หุ้นกู้ของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC157A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 305.14 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท อีซี่ บาย (EB128B (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 207.23 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH113A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 206.80 ล้านบาท ตามลำดับ
การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ขยับตัวขึ้นลงอยู่ในกรอบแคบๆ โดยพันธบัตรอายุคงเหลือ 16 เดือน อัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ +3 bp. พันธบัตรระยะสั้นอายุ 13 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงระหว่าง 1 ถึง 4 bp. พันธบัตรระยะกลาง 510 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงอยู่ระหว่าง 2 ถึง 7 bp. และยาวมากกว่า 10 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นลงอยู่ระหว่าง 2 ถึง +1 bp.







