posttoday
มอบโลกให้เอเลี่ยน

มอบโลกให้เอเลี่ยน

07 ตุลาคม 2561

ภาวะโลกร้อนถูกนำมาพูดถึงอยู่เนืองๆ ต่างกรรมต่างวาระ แม้แต่หนังแอ็กชั่นวิทยาศาสตร์สุดโหดอย่าง พรีเดเตอร์

ภาวะโลกร้อนถูกนำมาพูดถึงอยู่เนืองๆ ต่างกรรมต่างวาระ แม้แต่หนังแอ็กชั่นวิทยาศาสตร์สุดโหดอย่าง พรีเดเตอร์ ภาคล่าสุด ก็ยังต้องใส่เรื่องนี้ไปในพล็อตเรื่อง โดยเล่าในทำนองว่า นักล่าจากต่างดาวซึ่งเฝ้าดูโลกมานาน เล็งเห็นแล้วว่า โลกจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับตั้งรกรากใหม่ในอนาคต เพราะโลกจะร้อนขึ้นๆ จนมนุษย์โลกอยู่กันไม่ได้ และมีบรรยากาศใกล้เคียงกับดาวเดิมของเหล่านักล่าจากต่างดาวที่กำลังจะดับสูญ

ก็ว่ากันไปตามท้องเรื่อง แต่เมื่อกลับมาคิดต่อจากสิ่งที่หนังระบุถึง ก็นับว่ามีแง่มุมให้ต้องทบทวนเรื่องนี้เหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะในแง่ที่หนังเหมือนกำลังเหน็บแนม มนุษย์ ที่รักโลกใบนี้น้อยกว่าผลประโยชน์ที่คนไม่กี่คนตักตวงได้ แต่ทิ้งปัญหาไว้กับทุกคนในโลกตราบนานเท่านาน หนำซ้ำยังกลายเป็นการส่งมอบโลกให้มนุษย์ต่างดาวอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกด้วย

สิ่งที่หนังกล่าวหาเรา เป็นจริงหรือแค่เรื่องประโลมโลก แน่นอนครับ ภาวะโลกร้อนของเป็นเรื่องจริง ที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งโลก และน่าเป็นห่วงสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป ที่อาจจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างแสนสาหัสยิ่งกว่าที่คนยุคนี้ ประสบอยู่หลายเท่า

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ปีนั้น มีการคำนวณเอาไว้ว่า คาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่างๆ บนโลกถูกปล่อยออกไปสู่บรรยากาศมากถึงประมาณวินาทีละ 1,000 ตัน

สหรัฐอเมริกากับจีนเป็นนั้นได้ชื่อว่าเป็น 2 ประเทศใหญ่ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก จีนปล่อยก๊าซมากที่สุดถึง 40% ของจำนวนทั้งโลกรวมกัน ยังไม่นับถึงก๊าซอื่นๆ ที่ปล่อยมาจากทั่วโลก

มีการบันทึกไว้ว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โลกต้องรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้ว รับมือกับปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายมากขึ้นจนผิดปกติ

National Geographic Global Warming Fast Fact เคยรวบรวมเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยบอกว่า โลกเรานั้นอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.8 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปี 1880 และส่วนมากเพิ่มขึ้นในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งจากข้อมูลของสถาบันวิจัยอวกาศกอดดาร์ดส์แห่งนาซ่า อัตราการเพิ่มของอุณหภูมิกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 2 ทศวรรษในศตวรรษที่ 20 มีปีที่ร้อนที่สุด ในรอบ 400 ปี และเป็นไปได้ว่าที่สุดในรอบ 1,000 ปี

อาร์กติกได้รับผลกระทบมากที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยในอลาสกา แคนาดาตะวันตก และรัสเซียตะวันออก เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำแข็งในอาร์กติก กำลังละลายอย่างรวดเร็ว และอาจไม่มีน้ำแข็งอีกเลย ในฤดูร้อน ปี 2040 หรือเร็วกว่า

ธารน้ำแข็ง และหิมะบนภูเขา ได้ละลายอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติมอนทาน่า ปัจจุบันเหลือเพียง 27 ธารน้ำแข็งจาก 150 เมื่อปี 1910

นักวิทยาศาสตร์กว่า 2,500 คนใน 130 ประเทศ ได้สรุปว่า มนุษย์เป็นตัวการของสาเหตุเกือบทั้งหมดที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า และการปล่อยมลพิษอย่างมหาศาล ได้เพิ่มความเข้มข้นของไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งก๊าซเหล่านี้จะอยู่ในบรรยากาศไปอีกนาน หมายความว่าการหยุดปล่อยก๊าซเหล่านี้ ไม่สามารถหยุดภาวะโลกร้อนได้ทันที

โลกร้อนจะส่งผลให้ในอนาคตอาจเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ และภัยพิบัติต่อสัตว์ป่า ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นระหว่าง 7-23 นิ้ว ซึ่งระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 4 นิ้ว ก็จะเข้าท่วมเกาะ และพื้นที่จำนวนมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สัตว์นับล้านสปีชีส์จะสูญพันธุ์ ไร้ที่อาศัยเพราะระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง กระทั่งน้ำทะเลก็มีภาวะเป็นกรด

ในอนาคตเมื่อภาวะโลกร้อนอยู่ในขั้นที่ควบคุมไม่ได้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Positive Feedback Effect ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกเก็บอยู่ในส่วนชั้นน้ำแข็งที่ไม่เคยละลาย (Permafrost) และใต้ทะเลออกมา หรือคาร์บอนที่ถูกน้ำแข็งกับเก็บไว้ส่งผลให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

มีรายงานข่าวเช่นกันว่า เมื่อไม่นานนี้นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสเมืองโลซาน (EPFL) ในสวิตเซอร์แลนด์ เผยว่าได้เดินทางไปสำรวจหาจุลินทรีย์ในธารน้ำแข็งในหลายพื้นที่ แต่นักวิจัยกลุ่มนี้กลับพบว่า ธารน้ำแข็งหลายแห่ง ละลายหายไปแล้ว และคาดการณ์ว่าครึ่งหนึ่งของธารน้ำแข็งขนาดเล็กในสวิตเซอร์แลนด์อาจหายไปหมดภายใน 25 ปีข้างหน้า...หรือว่าถึงเวลาที่เราต้องส่งมอบโลกให้เอเลี่ยนกันแล้ว

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน