
ถ้าโลกนี้...ไม่มีหนังสือ?
จะเป็นอย่างไร ถ้าโลกนี้ไม่มีหนังสือ ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
โดย นกขุนทอง
จะเป็นอย่างไร ถ้าโลกนี้ไม่มีหนังสือ ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้พาคุณเปิดจินตนาการไปสู่โลกจำลองในปี 3018 กับ “หนังสือสาบสูญ 3018” นิทรรศการไฮไลต์ของ “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 23” และ “เทศกาศหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 12”
“กิตติพล สรัคคานนท์” นักเขียนและบรรณาธิการ เป็นผู้จัดทำนิทรรศการกล่าวถึงที่มา เริ่มจากข้อเท็จจริงที่ว่า หนังสือ 99.5% สูญสลายไปตามเวลา และมีเพียงส่วนที่เหลือไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำที่จะสามารถคงอยู่ต่อไป
ผู้ชมนิทรรศการจะสามารถจินตนาการไปสู่โลกอนาคต กับภาพจำลองของห้องเก็บข้อมูลในยามที่หนังสือไม่มีอยู่อีกแล้ว สิ่งที่คงเหลือไว้คือประวัติศาสตร์ และปูมบันทึกเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกหนังสือและการอ่านที่เปลี่ยนแปลงตลอดมา เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่า “ผู้อ่าน” มีส่วนตัดสินชี้ขาดความเป็นไปของหนังสือหรืองานเขียนต่างๆ อย่างไร
“กลุ่มเป้าหมายของเราเป็นวัยรุ่นและเด็ก เพราะฉะนั้นหนังสือสาบสูญก็จะเป็นนิทรรศการที่พยายามเอาเนื้อหาที่มีสาระมาเล่าให้สนุกขึ้นจากปีก่อนๆ ที่ผ่านมา โดยปกตินิทรรศการจะเล่าในข้อเท็จจริง แต่หนังสือสาบสูญ 3018 จะเล่าถึงอนาคตที่หนังสือจะไม่มีอยู่อีกแล้ว
แนวคิดหลักคือ ทำไมหนังสือถึงหายไป เป็นการให้เด็กหรือคนที่เข้ามาชมนิทรรศการได้เข้าสู่ข้อมูลที่เก็บหนังสือในช่วงเวลาที่หนังสือนั้นไม่มีอีกแล้ว นิทรรศการนี้จะได้ 2 บรรยากาศของเวลา คือจุดเริ่มต้นจากอนาคต และจุดเริ่มต้นจากอดีต แต่ระหว่างทางคือเราสามารถถ่ายรูปกับนักเขียนดังๆ ที่ล่วงลับไปแล้วได้ด้วยจากตู้โฟโต้สติ๊กเกอร์
ตัวแนวคิดจริงๆ ที่ผมอยากจะเน้นย้ำคือ ทำไมถึงสาบสูญ เราเปิดเผยข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์บางอย่างที่ไม่ค่อยมีใครทราบเท่าไร หนังสือที่เราอ่านกันอยู่หรือรับรู้ว่ามีอยู่ เป็นแค่ไม่ถึง 1% แต่ 99.5% สาบสูญจริงๆ หายไปจากการรับรู้ ซึ่งตัวกำหนดที่ทำให้หนังสือพวกนี้ที่อยู่กับเราได้คือผู้อ่าน เพราะฉะนั้นนิทรรศการนี้มีความพยายามที่จะให้เห็นบทบาทของผู้อ่าน
อย่างยุคของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ จริงๆ แล้วมันมีงานมากกว่าเชอร์ล็อก โฮล์มส์ มหาศาล แต่เรารู้จักแค่เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เราเลยเอาข้อเท็จจริงตรงนี้มาให้ดูว่าแล้วเชอร์ล็อก โฮล์มส์ อยู่รอดมาได้ยังไง มีอะไรที่ทำให้รอดมาได้ เพราะฉะนั้นตัวนิทรรศการก็จะสอดแทรกตัวทฤษฎีความคิดที่อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์และหนังสือ ผู้อ่านเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นงานชิ้นสำคัญเสมอในประวัติศาสตร์”
“สุชาดา สหัสกุล” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวถึงงานมหกรรมหนังสือฯ ในปีนี้มีหนังสือราคาพิเศษที่คัดสรรมาให้เลือกกว่า 1 ล้านเล่ม จากสำนักพิมพ์ 376 ราย 931 บูธ จัดภายใต้แนวคิด “อ่านออกเสียง”
การอ่านออกเสียง คือ การอ่านให้มีเสียงดัง เป็นการอ่านเพื่อส่งสาร การอ่านออกเสียง ยิ่งออกเสียงดังเท่าไร ก็จะช่วยให้จดจำเนื้อหาได้ง่ายและได้มากขึ้น นอกจากนี้ผู้อ่านถึงจะอ่านหนังสือหรือบทความเรื่องเดียวกัน แต่ก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน จึงต้องออกเสียง เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน หนังสือและการอ่านจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงนั่นเอง
“แนวคิดในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนด้วย เพราะเมื่อตัดสินใจจัด2 งานพร้อมกัน เพื่อให้เด็กๆ ได้มาชมงานกับผู้ปกครองในช่วงปิดเทอม ก็คิดว่าจะมีธีมอะไรที่ทำให้ไปด้วยกันได้ทั้งสองงาน และคิดว่าการอ่านออกเสียงเป็นการสะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เวลาอยู่ในห้องคุณครูจะบอกให้เอาหนังสือขึ้นมาอ่านหน้านี้พร้อมกันทั้งห้อง
อีกด้านหนึ่งของการอ่านออกเสียงทำให้เรามีสมาธิและจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือไม่วอกแวก ในช่วงแรกจึงเป็นการสอนให้เด็กอ่านออกเสียงก่อน นัยสำคัญอีกเหตุผลหนึ่งคือ ตอนนี้เป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง อยากให้ทุกคนอ่านหนังสือจะได้มีความรู้ รู้เท่าทันบ้านเมือง”
ในงานยังมีนิทรรศการอื่นๆ อีก เช่น นิทรรศการ Wonder Land ดินแดนค้นพบตัวตน นิทรรศการท่องโลกมหัศจรรย์ของ Hosada Mamoru... จากภาพฝันสู่แผ่นฟิล์ม นิทรรศการหนังสือติดดาว นิทรรศการ 100ABCD นิทรรศการ TK Book Rally รู้จักกันผ่านหนังสือ และนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 2 รวมทั้งนิทรรศการ อื่นๆ ที่จัดแสดงโดยหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่จะจัดแสดงให้ชมในงานครั้งนี้อีกด้วย
งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่23 และเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 12 จัดระหว่างวันที่ 17-28 ต.ค. 2561ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์







