
ก่อสร้างเทอร์มินัล2 ส่อแววไม่ขาวสะอาด
คณะตรวจสอบภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
คณะตรวจสอบภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ได้จัดเวทีคณะตรวจสอบภาคประชาชน ตรวจสอบกระทรวงคมนาคมและ ทอท. ส่อเจตนาทุจริตการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ณ ห้องประชุมชั้น 2 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อ
วันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา
สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า การก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร หรือเทอร์มินัล 2ตามแผนแม่บทเมื่อปี 2535-2536 อยู่ทางด้านใต้ติดกับถนนบางนา-ตราด ซึ่งการวางแผนลักษณะนี้สามารถทำให้รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 100-120 ล้านคน/ปี
ทว่า ปัจจุบันรองรับได้ 60 ล้านคน/ปีและตามแผนแม่บทมีการปรับแก้เล็กน้อย 2-3 ครั้ง แต่หลักๆ ยังเหมือนเดิม ปรับเปลี่ยนรูปแบบเพิ่มความจุสนามบิน โดยการก่อสร้างอาคารหลังนี้มีการประมูลเมื่อปี 2544-2545 เวลานั้น ทอท.ตั้งราคากลาง 4.5 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี แต่รัฐบาลขณะนั้นบอกว่าผู้รับเหมาที่ชนะประมูลเสนอราคาสูงกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท แต่รัฐต้องการประหยัดเงิน จึงให้ตัดปีกตะวันออกและตะวันตกออกไปก่อนแล้วก่อสร้างภายหลัง จึงทำให้ราคากลางอยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 9,000 ล้านบาท
ขฺณะเดียวกัน พื้นที่ด้านตะวันออกซึ่งมีซิตี้การ์เด้น เปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 2549 และระบุจะใช้ 5-10 ปี เมื่อ ทอท.มีแผนขยายเทอร์มินัลก็ยินดีจะรื้ออาคารดังกล่าวออกไป ซึ่งเป็นการทำสัญญาระหว่าง ทอท.กับบริษัทมาใช้พื้นที่นี้
“ทอท.ระบุว่ามีแผนขยายทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก แต่จะขยายทีหลังจากฝั่งตะวันออก เป็นแผนขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่สอง 2554-2560 ใช้วงเงิน 4,825.5 ล้านบาท และมีการสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังจากผู้โดยสารเช็กอินแล้วนั่ง apm เพื่อมารอเวลาขึ้นเครื่อง ซึ่งอาคารดังกล่าวกำลังก่อสร้าง”
อย่างไรก็ตาม ทอท.จ้างออกแบบเสร็จแล้วพร้อมก่อสร้าง ทว่าสุดท้ายการขยายเทอร์มินัล 1 ฝั่งตะวันออกในแผนระยะที่สองถูกยกเลิกไป แต่กลับมีเทอร์มินัล 2 ซึ่งผิดแผนแม่บทขึ้นมา เพราะจากเดิม 2 หลัง กลายเป็น 3 หลัง อยากถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ทั้งนี้ เนื่องด้วยมติ คสช. เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2557 เรื่องการศึกษาแนวทางในการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ และเมื่อมตินี้ออกมาบอร์ด ทอท.ก็หยิบมาพิจารณาทันที และวันที่ 21 ส.ค. 2557 เร่งรัดให้ฝ่ายบริหารของ ทอท.จะสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศตรงไหน
หลังจากนั้นวันที่ 12 ก.ย. 2557 เสนอให้สร้างในพื้นที่ปัจจุบัน แทนที่จะสร้างติดกับถนนบางนา-ตราด เพราะมีแผนอยู่แล้ว นอกจากนี้ ทอท.ได้จ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา epm ซึ่งได้ทำหนังสือคัดค้าน ทอท. เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2557 หลังทราบว่าจะสร้างเทอร์มินัล 2 ในตำแหน่งผิดแผนแม่บท
โดยได้ทำหนังสือถึง ทอท. มีปัญหาทางเทคนิคหลายประการ ไม่มีพื้นที่หลุมจอดเพียงพอในเทอร์มินัล 2 ให้รับผู้โดยสารได้ 20 ล้านคน/ปี ตอนนี้บอก 30 ล้านคน/ปี อีกทั้งยังเป็น 14 หลุมจอดเดิม คือที่จอดเครื่องบินระยะไกลมาใช้ในเทอร์มินัล 2 แสดงว่าในภาพรวมหลุมจอดมีเท่าเดิม และมีความเป็นห่วงว่าอาจรับไม่ได้ถึง 20 ล้านคน/ปี
การเพิ่มความจุหรือเพิ่มขีดความสามารถสนามบินนั้น ต้องเพิ่มทั้งอาคารผู้โดยสารและพื้นที่การใช้งาน หรือนอกเขตการบิน ถ้ามีอยู่แถบรันเวย์ แท็กซี่เวย์ทำ หรือเกิดการบิน อาจเกิดคอขวดทำให้เครื่องบินติด ซึ่งเคยมีการเสนอให้แท็กซี่เวย์คู่ขนานแต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากพื้นที่ไม่พอ
ทั้งนี้ หากจะให้พอต้องมาใช้อาคารเทียบเครื่องบินรอง หมายความว่าเมื่อผู้โดยสารเช็กอินเทอร์มินัล 2 แล้ว แต่การเดินทางมาโดยใช้รถไฟฟ้า apm ต้องเปลี่ยนสองต่อจากลอยฟ้าและมาต่อใต้ดิน ทำให้ไม่สะดวกต่อผู้โดยสาร
“การสร้างโครงการใดต้องช่วยยกระดับการให้บริการสนามบิน ไม่ใช่ให้เกิดความล่าช้า และทำให้ประชาชนเกิดความไม่สะดวก ปรากฏว่าหลังจากนั้น ทอท.มีหนังสือเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2557 ถึงบริษัท epm เลิกจ้าง โดยอ้างว่า ทอท.ได้ทบทวนรูปแบบและการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อให้เกิดความเหมาะสม”
ทั้งนี้ หลังจากยกเลิก ทอท.ได้ทำการศึกษาและมีผลการศึกษาออกมาในเดือน ก.พ. 2558 แต่ภาพรวมความจุสนามบินยังไม่เพิ่มขึ้น เพราะยังมีหลุมจอดเท่าเดิม นอกจากนี้บอร์ด ทอท.เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 มีมติยกเลิกการขยายอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ด้านตะวันตกแทนด้านตะวันออก แต่ไม่ชี้แจงเหตุผลการยกเลิก
“ผมมีข้อเสนอแนะขยายเทอร์มินัล 1ด้านตะวันออกหรือตะวันตก เพราะใช้เวลาก่อสร้างสั้นกว่าแทนการสร้างอาคารใหม่ หากสร้างใหม่ต้องใช้เงิน 4.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งการขยายถูกกว่าใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกมากขึ้น”
สามารถ ย้ำว่า ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องมีในตำแหน่งที่ถูกต้อง อยากให้มีการพัฒนาให้สมดุลทั้งฝั่งเหนือและใต้ จะเห็นแล้วว่าการทำมีปัญหาแพงกว่า เวลานาน และอาจสูญเสียการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศของภูมิภาคนี้
จากนั้น อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ได้สอบถามว่า เหตุใด ทอท.จึงทำการศึกษาเองโดยไม่จ้างบริษัทที่ปรึกษา เพราะโครงการใหญ่จำเป็นต้องมี ซึ่ง สามารถ ตอบว่า ไม่ทราบ การยกเลิกการขยายอาคารหนึ่งฝั่งตะวันออก ถือว่าไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2553
ด้าน ธีรัชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ถามว่า ผ่านสภาพัฒน์หรือไม่ โดย สามารถ ระบุว่า ปกติศึกษาใช้เวลานาน ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ใช่ 2-3 เดือน และต้องผ่านสภาพัฒน์ สนข. คมนาคม และกลับมาสภาพัฒน์ แต่เรื่องนี้เป็นปริศนา หากสภาพัฒน์ไม่เห็นชอบรวมถึง ครม.ด้วย อะไรจะเกิดขึ้น หาก ทอท.ไปเซ็นกับบริษัทชนะการประกวดแบบมา มีความเสียหายใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เป็น ทอท.รับเองหมด แต่เท่าที่ติดตามยังไม่ผ่าน







