
ความซื่อสัตย์
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมกล่าวถึง “โปรโมชันลวง” ทำให้มีผู้เตือนผมว่า ทำไมไม่เขียนเรื่อง “ลวง” อื่นๆ ในองค์กรอีกบ้างล่ะ....
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมกล่าวถึง “โปรโมชันลวง” ทำให้มีผู้เตือนผมว่า ทำไมไม่เขียนเรื่อง “ลวง” อื่นๆ ในองค์กรอีกบ้างล่ะ....
โดย...อานนท์
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมกล่าวถึง “โปรโมชันลวง” ทำให้มีผู้เตือนผมว่า ทำไมไม่เขียนเรื่อง “ลวง” อื่นๆ ในองค์กรอีกบ้างล่ะ
ผมก็เลยนึกขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่งครับ นั่นคือ เคยมีผู้ประกอบการขนาดกลางค่อนข้างใหญ่รายหนึ่ง มาปรึกษาผมว่า เขากำลังคิดจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ แล้วบริษัทที่ปรึกษานั้นก็แนะนำว่าให้จัดการพบปะสื่อมวลชน เพื่อจะได้เป็นการเปิดตัวธุรกิจ และเปิดตัวสินค้าออกสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ
ผมเองก็เห็นด้วยว่า หากทำธุรกิจจนกลายเป็น Mass ถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็ควรจะมีการเปิดตัวกับสื่อมวลชนบ้าง เพื่อให้ประชาชน ซึ่งในที่นี้คือลูกค้าเป้าหมายได้ทำความรู้จักกับองค์กรและสินค้าให้มากขึ้น
แต่สิ่งที่คาใจจนต้องมาหารือกันก็คือ บริษัทที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์แห่งนั้นแนะนำว่า เวลานักข่าวถามถึงยอดขาย ให้บอกมากกว่าของจริงไปเลย 2-4 เท่า รวมถึงเวลาที่นักข่าวถามถึงประมาณการในอนาคต ก็บอก “โอเวอร์” ไปเหมือนกัน
บริษัทที่ปรึกษานั้นให้เหตุผลว่า การบอกตัวเลขมากๆ จะทำให้ได้ลงข่าวเยอะๆ ซึ่งผู้ที่มาปรึกษาผมนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่อยาก “โกหก” ก็เลยมาถามผมว่า ควรจะโกหกอย่างที่บริษัทที่ปรึกษาแนะนำหรือเปล่า
ถึงตรงนี้ ผมคงต้องบอกว่า แล้วแต่ครับ หากคุณคิดว่า การโกหก ทำให้คุณได้ลงข่าวดีๆ ก็โกหกได้ แต่ถ้าหากถามใจผมจริงๆ ผมไม่ค่อยเชื่อมั่นใจเทคนิคการทำการค้าแบบนี้เท่าไหร่ครับ ผมเชื่อว่า คนเราควรจะมีหลักการของความจริงใจ ยึดหลักของความซื่อสัตย์เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ยืนยันว่า แนวคิดของผมเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง เพราะเทคนิคหรือกลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีหลากหลาย แน่นอนว่า มีผู้ที่|คิดว่าการบอกตัวเลขให้เกินเลยจากความจริงไปเป็นเรื่องที่ดี ก็เป็นกลยุทธ์แบบหนึ่ง ซึ่งเจ้าของกิจการจะต้องตัดสินใจเองว่าจะเลือกกลยุทธ์แบบนี้หรือไม่
แต่ก็ดังที่กล่าวมาแล้วว่า โดยส่วนตัวของผม ผมยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นหลัก ดังนั้น ผมเชื่อให้กลยุทธ์ของการพูดความจริง ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับนักข่าว หรือการพูดกับคนอื่นๆ เช่น ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และพนักงาน
เคยมีคำพูดเก่าแก่อยู่ว่า การพูดจริง “ง่าย” กว่าการพูดเท็จ นั่นก็เพราะว่า หากเราพูดจริง จะพูดอีกกี่ครั้งก็เหมือนเดิม โดยไม่ต้องคิดมาก หรือปรุงแต่งมาก แต่หากเราพูดเท็จ ย่อมมีการ สร้างเรื่อง มีการแต่งเรื่อง และการแต่งเรื่องที่ 1 อาจจะพัวพันไปถึงการแต่งเรื่องที่ 2, 3, 4...ไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะทำให้เรางง สับสน และในที่สุดก็พูดผิดไปจนได้
อย่างเช่น หากยอดขายของเรามีปีละ 10 ล้านบาท แต่เราดันไปพูดว่า 30 ล้านบาท เราก็ต้องแต่งเรื่องต่ออีก จากเป้าหมายยอดขายปีหน้า 15 ล้านบาท ก็ต้องแต่งเรื่องเป็น 45 ล้านบาท และถ้ามีคนถามมาก ก็พัวพันไปถึงการซื้อวัตถุดิบอีกเท่าไหร่ การนำเข้าเครื่องจักรอีกเท่าไหร่ เรียกว่า พูดหลายที ก็เกิดผิดหลายที จนคนจับได้
หรือหากไม่มีใครจับได้ พนักงานก็อาจจะโกรธ อ้าว ไหนบอกว่าปีนี้บริษัทมีรายได้ 10 ล้านบาท เลยขึ้นเงินเดือนให้ได้ 3% แต่พนักงานไปรู้ความเท็จมาจากที่อื่นว่า บริษัทมีรายได้ 30 ล้านบาทก็จะคิดไปก่อนว่า ไอ้ที่เจ้าของบริษัทพูดเรื่องจริงกับพนักงานนั้น เป็นเรื่องโกหก เพราะไม่อยากขึ้นเงินเดือนให้เยอะ กลายเป็นการสร้างปัญหาภายในอีกครับ
แต่การพูดความจริงทั้งหมด ก็ยังไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีนัก การพูดความจริงในบางส่วนอาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่า เช่นเดียวกับหลักการของทนายความในการสู้คดี ซึ่งจะเลือกเอาเฉพาะข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับลูกความของตนเองมาพูด และแนะนำให้ลูกความทำเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า ความจริง ข้อเท็จจริงของคดีมีมากกว่านี้ แต่หากพูดทั้งหมด จะทำให้รูปคดีเสีย ก็ต้องเลือกที่จะพูดเพียงบางอย่าง
ในการค้าก็เหมือนกัน บางอย่างที่เรารู้ว่า หากพูดไปแล้วก่อให้เกิดเรื่องไม่ดี ก็อาจจะละเว้นไว้ เช่น ถ้าหากเราไม่อยากพูดเรื่องหนี้สิน ไม่ว่าใครจะถามสักแค่ไหน เราก็ควรจะยิ้มๆ หรือบอกว่า เป็นความลับบริษัท หรือเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการเจรจา ยังเปิดเผยไม่ได้ ประมาณนี้แหละครับ ก็จะไม่ต้องโกหก แต่ไม่ต้องบอกความจริงทั้งหมด และเรายังคงยึดหลักความซื่อสัตย์ในการทำการค้าต่อไปได้
ทีนี้จะตัดสินใจซื่อสัตย์ หรือพูดเท็จเพื่อปั้นยอดการตลาด ก็แล้วแต่คุณแล้วละครับ







