
โลกเสมือนกับความจริงที่หายไป
บางทีการใช้สังคมออนไลน์มากจนเกินไป ก็ทำให้เรายอมรับความเป็นจริงได้ยากมากขึ้น
โดย ณศักต์ อัจจิมาธร
บางทีการใช้สังคมออนไลน์มากจนเกินไป ก็ทำให้เรายอมรับความเป็นจริงได้ยากมากขึ้น
ระบบของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีคนไทยใช้มากที่สุดอย่างเฟซบุ๊กนั้น ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้แสดงเฉพาะสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้น “ต้องการจะเห็น” และปิดบังสิ่งที่ “ไม่ต้องการเห็นออกไป”
เฟซบุ๊กมีฟังก์ชั่นอย่าง กด Like กด Follow ผู้คนหรือเพจที่เราต้องการจะติดตามเพื่อให้เนื้อหาที่พวกเขาเหล่านี้สร้างมาปรากฏบนหน้าเฟซบุ๊กของเรา ขณะเดียวกันก็มีฟังก์ชั่นUnLike UnFollow Hide Post เพื่อปิดกั้นสิ่งที่เราไม่ต้องการจะเห็นไม่ให้มาแสดงบนหน้าจอเฟซบุ๊กของเราอีกต่อไป
เมื่อใช้งานมานานเป็นระยะเวลาหนึ่งระบบของเฟซบุ๊กจะมีเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของเราและส่งเฉพาะเรื่องที่ตรงกับความต้องการของเรา หรือแม้แต่ความคิด ความเห็นมาโผล่อยู่บนหน้าเฟซบุ๊กของเราเท่านั้น
แม้จะดีในแง่ของผู้ใช้ที่ทำให้แต่สิ่งที่ต้องการจะเห็น แต่หลายครั้งมันก็ทำให้เราได้รับฟังความเพียงด้านเดียว ไม่มีโอกาสเข้าใจความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ สุดท้ายก็ไม่ได้การพัฒนาทางความคิดร่วมกันในสิ่งที่เกิดขึ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมาโปสเตอร์ภาพถ่ายขนาดใหญ่ของเชียร์ลีดเดอร์มหาวิทยาลัยดัง กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง
ท่ามกลางความคิดเห็นที่ไหลทะลักนั้น คนจำนวนไม่น้อยก็เลือกรับรู้เพียงความเห็นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ “ฝ่ายที่เห็นด้วย” ก็เป็น “ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย”
ในมุมหนึ่งมันอาจเป็นเรื่องที่รู้สึกดีที่มีคนคิดเหมือนเรามากมาย เพราะเราได้เสพแต่เฉพาะสอดคล้องกับความต้องการของเราผ่านหน้าฟีดของโซเชียลมีเดีย แต่อีกมุมก็น่าสนใจว่าเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าทำไมฝ่ายที่เห็นตรงข้ามกับเราถึงคิดเช่นนั้น
จริงๆ ประเด็นร้อนเรื่องภาพถ่ายเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยดังนั้น มีเหตุผลที่น่าฟังจากทั้งสองฝ่าย และน่าจะดีมากไปกว่านั้นหากได้มีการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การเปิดใจรับฟังความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง และนำไปสู่การพัฒนาความคิดร่วมกัน การยอมรับซึ่งกันและกัน
ทว่า น่าเสียดายที่เมื่อโซเชียลมีเดียทำให้เราพลาดความจริงจากอีกฝ่ายไปแล้ว ความเห็นจำนวนมากที่แสดงอยู่ในนั้นก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้สองฝ่ายที่มีความคิดแตกต่างไม่สามารถหาจุดร่วมที่แลกเปลี่ยนกันได้
ความเห็นของผู้คนจำนวนมากในโซเชียลมีเดียมักเป็นไปแบบสุดโต่ง หลายคน “ด่า” “ถากถาง” “ดูถูก” ในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบใจ และ “อวย” ในสิ่งที่ชื่นชอบอย่างเต็มที่
นอกจากจะไม่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแล้ว ความเห็นสุดโต่งเช่นนี้ยังทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเห็นเรื่องผิดเป็นถูก หลายเรื่องที่ผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะการ “อวย” ในสิ่งที่ตัวเองชอบพร้อมๆ กันของผู้คนจำนวนมาก
หลายครั้งที่มักจะมีคลิปของคนที่ทำผิดกฎจราจรเล็กๆ น้อยๆ ถูกโพสต์ขึ้นบนสังคมออนไลน์ อย่างจอดในที่ห้ามจอด แซงในที่ห้ามแซง เปลี่ยนเลนในที่ห้ามเปลี่ยน แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โต แต่การทำผิดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ หรือไม่ก็เป็นการกีดขวางการจราจร ทำให้รถติดสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น
ทว่า ผู้แสดงความเห็นจำนวนหนึ่งมักจะร่วม “อวย” คนที่ทำผิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คนอื่นเขาก็ทำกัน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือพฤติกรรมการทำผิดเล็กน้อยเหล่านี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ตามท้องถนน เพราะคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า “เป็นเรื่องปกติที่ใครก็ทำกัน”
โซเชียลมีเดียนั้นเป็นเครือข่ายมหัศจรรย์ที่รวบรวมความคิด ความเห็นของผู้คนหลากหลายเอาไว้ด้วยกัน หากผู้ใช้ร่วมกันแปรเปลี่ยนความคิด ความเห็นเหล่านั้นเป็นพลังร่วมกัน ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในสังคม
การมองเห็นข้อเท็จจริงของเรื่องราว และเปิดใจและพยายามเข้าใจความเห็นที่แตกต่างจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง







