
ธุรกิจที่จะรอดชีวิตใน 10 ปี (16)
“เด็กๆ ทั้งหมดนั้น เป็นลูกของพวกเราทุกคน” (모든 아이는 우리 모두의 아이입니다.)
“เด็กๆ ทั้งหมดนั้น เป็นลูกของพวกเราทุกคน” (모든 아이는 우리 모두의 아이입니다.) น่าจะเป็นสโลแกนของนโยบายทางการศึกษาที่ก้าวล้ำยุคและน่าประทับใจที่สุดของประธานาธิบดีมุนแจอิน แห่งเกาหลี (ใต้) ในปี 2017 เพราะถือเป็น “ก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่เปลี่ยนแปลง Mindset (กระบวนการทางความคิดที่มาจากประสบการณ์และความเชื่อของตนเอง) ของคนเกาหลีทั้งประเทศ”
ก่อนหน้านี้ ชาวเกาหลีเชื่อว่า “เด็กๆ ต้องเรียนอย่างหนัก เพื่อที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จบแล้วจะได้มีอนาคตที่ดี มีงานทำในบริษัทชั้นยอด” จึงทำให้เด็กเกาหลีต้องเรียนต่อนอกห้องเรียนโดยเฉลี่ยถึงวันละ 7 ชั่วโมง 50 นาที เด็กๆ ขาดความสุขที่จะได้มีเวลาเล่นอิสระตามวัย แต่นโยบายการศึกษาใหม่นี้ พยายามที่จะให้ความรู้แก่พ่อแม่ทุกคนว่า “ความสุขของเด็กๆ ที่เกิดมามีชีวิตนั้น สำคัญกว่าความฝันของพ่อแม่ และเด็กๆ มีความสามารถทางปัญญาในด้านที่แตกต่างกัน ที่จริงความฝันของพ่อแม่ที่อยากจะให้ลูกประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องผิด แต่พ่อแม่อาจจะลืมไปก็ได้ว่า ความฝันของพ่อแม่นั้นอาจถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 20-30 ปีก่อน ในยุคที่ยังไม่มีทางเลือกในการเรียนมากนัก คือไม่เรียนสายวิทย์ก็เรียนสายศิลป์ และกิจกรรมการเรียนก็ยังคงมุ่งหน้าอยู่ที่ตำราและการเรียนในห้องเรียน พ่อแม่สานฝันขึ้นมาจากความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนเอง ซึ่งอาจจะสะดุดอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้
ทว่า โลกวันนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เด็กที่เกิดหลังปี 2000 เกิดมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หลังปี 2000 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมรุ่นที่ 4 ที่ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลที่เร็วกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนหลายพันเท่า เมื่อผสานกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างแบบจำลองเสมือนจริง (AR,VR) และ Blockchain จึงเกิดอาชีพใหม่มากมายที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะเดียวกันอาชีพที่เคยมีมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลายสาขาก็ลดจำนวนหรือหายไป… โลกกำลังอยู่ในยุคที่เปลี่ยนผ่านจากการทำงานและตัดสินใจโดยมนุษย์ ไปเป็นการทำงานและตัดสินใจโดยระบบสมองกล
ในขณะที่มนุษย์ทุกคนกำลังหลับใหล หรือใช้ชีวิตไปตามครรลอง กำลังมีกระบวนการสอนเครื่องจักรกลให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ (Machine Learning) ยกตัวอย่างเช่น งานหนึ่งที่ “เชกา” ทำคือ การตรวจสอบว่าโปรแกรมสามารถเลียนเสียงพูดของมนุษย์ได้ถูกต้องหรือไม่ แปลความหมายจากภาษาหนึ่งไปภาษาหนึ่งได้ถูกต้องหรือไม่ เพื่อที่เครื่องจักรจะสามารถระบุความต้องการของมนุษย์ได้ถูกต้องในอนาคต ที่อยากจะบอกคือ ตอนนี้ระบบสมองกลและโปรแกรมทำได้ถูกต้องเกินกว่า 80% แล้ว เมื่อสมบูรณ์สุดเมื่อไร โลกในอนาคตอาจจะไม่เหลืออาชีพด้านที่สมองกลทำได้ดีกว่าคนเลยก็ได้
ศาสตราจารย์ Howard Gardner จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่ามนุษย์มี “พหุปัญญา” (Multiple Intelligences) อยู่ 8 ด้าน ซึ่งอาจมากในบางด้าน น้อยในบางด้าน และหลอมรวมเป็นบุคลิกภาพของแต่ละคน บางคนอาจเก่งคำนวณแต่แย่ในเรื่องภาษา บางคนอาจเก่งดนตรีและคำนวณไปพร้อมๆ กัน บางคนมี Human Skill สูงมากเก่งในการประสานงาน 10 ทิศ สมัยก่อนเรามักจะวัดความฉลาดกันด้วย IQ และ EQ ซึ่งวัดความเก่งได้ไม่กี่ด้าน จึงไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กที่มี IQ กับ EQ สูงนั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้นเด็กๆ ในวันนี้จะต้องเน้นการพัฒนาทางปัญญาให้ตรงตามความถนัดของตนเอง เพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของตนเองได้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของความสำเร็จในอาชีพการงานในอนาคต
เมื่อ 20 ปีก่อน Gary Hamel นักวิชาการจาก MIT Sloan School of Management ทำนายไว้ว่ากิจการที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่และสร้างนวัตกรรมได้ จะสามารถอยู่รอดได้ประมาณ 10 ปี เป็นคำเตือนง่ายๆ ที่มีมา 20 ปีแล้วว่า “ผู้ใดมิอาจสร้างนวัตกรรมได้แล้วไซร้ พึงจะต้องตกตายตามกันไป” นวัตกรรมใหม่ทุกวันนี้ถูกมองว่าเป็นศิลปะมากกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ต้องมีผลทั้งรูปธรรมและนามธรรมคือ ลูกค้าหรือผู้ใช้ต้องสามารถจับต้องสินค้านั้นได้ และมีผลในเชิงจิตวิทยาต่อจิตใจของลูกค้าด้วย ดังนั้นการที่จะเค้นความคิดสร้างสรรค์ออกมาสร้างนวัตกรรมนั้น อาจต้องมีอะไรมากกว่าการ
นั่งคิดเพ้อพกไปตามสิ่งที่คิดฝัน ดังเช่นนักศึกษาจบใหม่จำนวนมากมาย อยากทำกิจการส่วนตัวก็คิดฝันไป ทำไปเรื่อย ดีบ้าง เจ๊งบ้าง การจะสร้างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมันก็มีหลักการค่ะ
ศาสตราจารย์ Teresa Amabile จาก Harvard Business School ท่านบอกว่า “ความคิดสร้างสรรค์นั้น สร้างขึ้นมาได้” จากความรู้ จากความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ และ จากแรงจูงใจ ความรู้นั้นมี 2 รูปแบบ คือ “รู้ลึก” และ “รู้กว้าง” เป็นรูปตัว T “รู้ลึก” คือ เส้นที่ขีดลงล่างของตัว T เป็นความรู้เฉพาะด้านในเรื่องนั้นๆ ที่ต้องใช้เวลาสะสมความรู้จนกลายเป็นผู้ชำนาญ ซึ่งจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จากความรู้ที่ลึกซึ้งนี้ได้ต่อไป ส่วน “รู้กว้าง” คือเส้นขีดขวางของหัวตัว T นั้น ได้แก่ ความเข้าใจในความรู้อื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ความรู้เฉพาะด้านนั้นๆ ความรู้ในเชิงลึกและเชิงกว้างนี้ เมื่อมีความสมดุลเกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ต้องใช้งาน ก็จะสามารถนำเอาความรู้ทั้งสองมาสร้างงานที่สร้างสรรค์และนวัตกรรมได้
แล้วความรู้นั้นจะต้องสั่งสมมานานเท่าไรจึงจะเอามาใช้ได้ล่ะ ดีที่นักวิชาการทั้งหลายชอบค้นคว้า จึงทำให้เรามี Baseline หรือเส้นมาตรฐาน ที่เอามาใช้เปรียบเทียบ จากการค้นคว้าของศาสตราจารย์ Howard Gardner ท่านได้เสนอ “กฎ 10 ปี”(Ten-year rule) หรือราว 1 หมื่นชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่จะสามารถสร้าง “ความรู้หลักที่ลึกซึ้งและเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสร้างความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ได้
แต่บัดนี้ทั้ง “ระยะเวลา 10 ปี ที่จะอยู่รอดเพราะมีนวัตกรรม” กับ “กฎ 10 ปี สร้างสรรค์นวัตกรรมได้” นั้น คงจะสั้นลงไม่ถึง 10 ปีแล้วค่ะ เพราะวงจรชีวิตของสินค้าและบริการ (Product Life Cycle) นั้นหดสั้นลงเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนเทคโนโลยีและคู่แข่งรายใหม่ที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก







