
พบแพทย์ออนไลน์ เทรนด์มาแรงอาเซียน
ธุรกิจบริการสุขภาพเป็นอีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี
ธุรกิจบริการสุขภาพเป็นอีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ซึ่ง ไวส์ กาย รีพอร์ท บริษัทวิจัยตลาดและอุตสาหกรรมระบุว่า “ธุรกิจเทเลเมดิซีน” (Telemedicine) หรือระบบการแพทย์ทางไกลจะมีมูลค่าทะยานขึ้นสู่ระดับ 7.25 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.35 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 เพิ่มขึ้นจาก 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ในปี 2018 โดย เอเชียแปซิฟิก เป็นภูมิภาคที่ธุรกิจเทเลเมดิซีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุด
เอเชียน นิกเกอิ รีวิว รายงานว่า ธุรกิจเทเลเมดิซีนกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอาเซียน โดยนักลงทุนมองเห็นโอกาสของธุรกิจดังกล่าว หลังค่าใช้จ่ายของบริการทางการแพทย์พุ่งทะยานต่อเนื่องในภูมิภาค ขณะที่อาเซียนกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์
สอดคล้องกับรายงานของโซลิไดแอนซ์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดที่ระบุว่า ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ใน 6 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ จะเพิ่มขึ้นจาก 4.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 13.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 เป็น 7.4 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 24 ล้านล้านบาท) ในปี 2025
ขณะที่ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรทั้งภูมิภาคที่มีมากถึง 660 ล้านคน โดยในอินโดนีเซียแพทย์มีเพียง 0.2 คน/ประชากร 1,000 คน ขณะที่ไทยและเมียนมามีแพทย์ 0.47 คน และ 0.56 คน/ประชากร 1,000 คน
นอกจากนี้ จำนวนประชากรส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคงอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญหรืออยู่ในพื้นที่ชนบท ส่งผลให้อัตราเสียชีวิตจากการไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ตำแหน่งที่ตั้งของภูมิภาคซึ่งอยู่ใกล้บริเวณเขตเส้นศูนย์สูตร ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเขตร้อน ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อโรคได้ง่ายกว่าภูมิภาคในเขตเย็น ดังนั้น อาเซียนจึงต้องการระบบทางการแพทย์ที่รวดเร็ว อย่างธุรกิจเทเลเมดิซีน เนื่องจากผู้คนสามารถใช้บริการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
ดีมานด์ทะยาน
“อินโดนีเซีย” ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ธุรกิจเทเลเมดิซีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เห็นได้จากความนิยมใน ฮัลโหลด็อก (Halodoc) หนึ่งในบริการขอรับคำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการดังกล่าวมากถึง 2 ล้านคน และมีแพทย์ให้คำปรึกษาผ่านฮัลโหลด็อกราว 2 หมื่นคน
สำหรับค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษากับแพทย์ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวอยู่ที่ 1.7-5 ดอลลาร์ (ราว 55-162 บาท)/ครั้ง นอกจากนี้ บริการดังกล่าวยังร่วมมือกับร้านยามากกว่า 1,000 แห่งทั่วอินโดนีเซีย เพื่อให้บริการจัดส่งยาถึงผู้ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
ทั้งนี้ สาเหตุที่คนอินโดนีเซียหันมาใช้บริการเทเลเมดิซีนมากขึ้นนั้น มาจากการที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนัก ผู้คนในเมืองใหญ่ๆ จึงเลี่ยงการเดินทางเพื่อไปพบแพทย์โดยตรง และหันมาใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อความสะดวก ขณะที่ผู้คนในชนบทหันมาใช้เทเลเมดิซีนมากขึ้น เพราะอยู่ห่างไกลจากสถานพยาบาล
ขณะที่ใน “สิงคโปร์” นั้น ดอกเตอร์ เอนีแวร์ (Doctor Anywhere) บริการเทเลเมดิซีนกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 5 หมื่นราย และมีแพทย์ให้บริการ 50 คน ซึ่งคิดค่าบริการครั้งละ 14.5 ดอลลาร์ (ราว 472 บาท)/ครั้ง รวมถึงมีบริการจัดส่งยาถึงมือผู้ใช้ด้วยเช่นกัน
ต่างชาติร่วมวง
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเทเลเมดิซีนในอาเซียน ได้ดึงดูดความสนใจของผิงอัน กู๊ด ดอกเตอร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ด้านบริการสุขภาพจากจีนที่มีผู้ใช้มากถึง 228 ล้านคน ให้เข้ามาขยายบริการในภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการต้นปีหน้า
กู๊ด ดอกเตอร์ คาดว่าเปิดให้บริการหลายแบบ อาทิ การให้คำปรึกษาทางแพทย์ การจัดส่งยา และการนัดหมายแพทย์ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาปรับใช้ ผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งจากสิงคโปร์
อย่างไรก็ดี ธุรกิจเทเลเมดิซีนยังคงต้องเจออุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะการเจาะตลาดผู้ใช้ในชนบท เนื่องจากบางพื้นที่ยังคงขาดแคลนระบบอินเทอร์เน็ต รวมถึงผู้คนในชนบทยังคงคุ้นชินไปพบแพทย์โดยตรงที่สถานพยาบาลมากกว่าการขอคำปรึกษาผ่านแอพพลิเคชั่น
ยิ่งไปกว่านั้น อาเซียนยังไม่มีระเบียบการกำกับดูแลธุรกิจเทเลเมดิซีนที่ชัดเจน ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจเทเเมดิซีนเสี่ยงได้รับผลกระทบหากรัฐบาลตัดสินใจออกกฎระเบียบคุมเข้มมากยิ่งขึ้นในอนาคต







