
ระบบการชำระเงิน แห่งอนาคต (1)
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบการชำระเงินโลกในปัจจุบันจนถึงระยะ 1-2 ปีข้างหน้า
โดย ตลับลักขณ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบการชำระเงินโลกในปัจจุบันจนถึงระยะ 1-2 ปีข้างหน้า คาดว่าจะยังเป็นการแข่งขันระหว่างสถาบันการเงินและสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือนันแบงก์ ด้วยนวัตกรรมแบบ Non Disruptive Innovation เป็นหลัก
จากความพร้อมของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในกลุ่มดังกล่าวที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย เช่น การใช้ QR Payment การพัฒนาระบบชำระเงินผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือ ประกอบกับการส่งเสริมจากภาครัฐอาจส่งผลบวกต่อพฤติกรรมผู้บริโภคให้เข้าถึงนวัตกรรมการชำระเงินรูปแบบใหม่มากขึ้น จึง
เอื้อให้หลายประเทศในโลกก้าวเข้าสู่ Cashless Economy ได้เร็วขึ้น
จากการศึกษาสัดส่วนของการใช้เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ (Cash in circulation as the percentage of GDP) ซี่งเป็นตัวชี้วัด Cashless Economy ของประเทศต่างๆ ในช่วง5 ปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มประเทศตัวอย่างที่ศึกษา ซึ่งเลือกจากประเทศในกลุ่ม CMPI/1 จำนวน 17 ประเทศ และกลุ่มสหภาพยุโรป ส่วนใหญ่มีระดับเงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น มีเพียง 6 ประเทศที่มีสัดส่วนของการใช้เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง ได้แก่ รัสเซีย จีน อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ และสวีเดน โดยเฉพาะอินเดียที่เงินสดในระบบเศรษฐกิจลดลงอย่างรวดเร็วจาก 12.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2015 มาอยู่ที่ 8.8% ของจีดีพี ในปี 2016
ข้อมูลการใช้เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในปี 2016 ยังแสดงให้เห็นว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอาจมิใช่ปัจจัยกำหนดสำคัญการลดลงของการใช้เงินสดในระบบเศรษฐกิจ (Cashless Economy) เสมอไป เนื่องจากบางประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูง กลับมีสัดส่วนของการใช้เงินสดในระดับสูงด้วย เช่น ญี่ปุ่น มีสัดส่วนการใช้เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 20.0% ของจีดีพี ในขณะที่สวีเดนกลับมีสัดส่วนดังกล่าวเพียง 1.4%
ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงพบว่า ประเทศที่น่าสนใจเนื่องจากมีพัฒนาการในการเข้าสู่ Cashless Economy ที่โดดเด่น ประกอบด้วยประเทศที่มีสัดส่วนเงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำสุดในกลุ่ม คือ สวีเดน และแอฟริกาใต้ และประเทศที่มีสัดส่วนของการใช้เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงแต่มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ จีน และอินเดีย
ปัจจัยร่วมที่มีผลต่อการลดลงของการใช้เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอาจประเมินได้จาก 4 ด้าน คือ
1.ผู้บริโภค ประเมินจากพฤติกรรม การใช้เทคโนโลยีของผู้บริโภค (ICT adoption) ที่เอื้อต่อการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
2.ผู้ให้บริการ สะท้อนจากการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์ในแต่ละประเทศ
3.ภาครัฐและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง จากนโยบายของภาครัฐที่เอื้อให้เกิดการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และ
4.ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น ระดับการพัฒนาภาคการเงิน ระดับการพัฒนาทางนวัตกรรม และขนาดตลาดในประเทศ เป็นต้น
ตัวอย่างของประเทศที่เข้าใกล้สังคมไร้เงินสดอย่างสมบูรณ์ คือ สวีเดน
สวีเดนถือเป็นประเทศที่เข้าใกล้สังคมไร้เงินสดอย่างสมบูรณ์ สะท้อนจากระดับเงินสดที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของสวีเดนอยู่ในระดับต่ำที่ 1.4% ของจีดีพี สอดคล้องกับความนิยมในการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากปริมาณการทำธุรกรรมที่มิใช่เงินสด (Non-Cash Transaction) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และในปี 2016 สัดส่วนดังกล่าวขยายตัว 13.6% โดยสัดส่วนของการชำระเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นเป็น 66.4% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด
นับเป็นเวลาเกือบ 60 ปีกว่าที่สวีเดนจะสามารถลดเงินสดที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลงจากระดับ 10% ของ จีดีพีมาอยู่ที่ระดับต่ำในปัจจุบัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีทัศนคติที่ดีต่อการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ จากการสำรวจของธนาคารกลางสวีเดนพบว่า 90% ของประชาชนรู้สึกปลอดภัยต่อการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะผ่านบัตรเดบิต โดยผู้บริโภคนิยมใช้บัตรเดบิตทดแทนเงินสดในการชำระเงินแม้ในสินค้าที่มีมูลค่าต่ำส่งผลให้มูลค่าการชำระเงินเฉลี่ยต่อครั้งลดลงอย่างต่อเนื่อง







