
เอคอมเมิร์ซฝันยูนิคอร์น
เอคอมเมิร์ซ กางแผนเตรียมขาย IPO ปี 2563 พัฒนาแพลตฟอร์มตอบโจทย์แบรนด์เจาะตลาดผู้บริโภค
เอคอมเมิร์ซ กางแผนเตรียมขาย IPO ปี 2563 พัฒนาแพลตฟอร์มตอบโจทย์แบรนด์เจาะตลาดผู้บริโภค พร้อมขยายคลุมอาเซียน
นายพอล ศรีวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เอคอมเมิร์ซ เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมแผนเพื่อยื่นคำขอเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์และนำเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โดยกำลังพิจารณาความเหมาะสมตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ว่าศักยภาพของนักลงทุน สภาพคล่องการเงิน และภาพลักษณ์ที่มีต่อบริษัท รวมถึงอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกที่ปรึกษาทางการเงิน คาดจะชัดเจนปี 2562 พร้อมตั้งเป้าหลังขายไอพีโอ อีก 3 ปีบริษัทจะเป็นยูนิคอร์น หรือมีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทสามารถระดมทุน จะนำรายได้จากการเสนอขายหุ้นไปพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะรวบรวมข้อมูลจากกูเกิล เฟซบุ๊ก และมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ต่างๆ ผ่านการบริการลูกค้า การส่งของ ช่องทางการค้าปลีก ช่องทางโฆษณา เพื่อนำมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้บริการข้อมูลอย่างครบวงจร ซึ่งแบรนด์ต่างๆ จะสามารถสร้างมูลค่าของแบรนด์จากการพึ่งพาข้อมูลในแพลตฟอร์มนี้สู่การเข้าถึงผู้บริโภคแบบเรียลไทม์
ขณะเดียวกัน การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลดังกล่าว จะช่วยให้แบรนด์ท้องถิ่นในประเทศไทยสามารถนำสินค้าไปขายให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและระดับโลกจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะช่วยธุรกิจเข้าใจผู้บริโภค ความต้องการของตลาด และสามารถข้ามพรมแดนได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น แบรนด์นารายา ซึ่งจะสอดคล้องกับเทรนด์การดำเนินธุรกิจที่ยังเป็นการส่งออกสินค้าและธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับหุ้นของบริษัทจะนำไปใช้เข้าซื้อหรือแลกกับหุ้นบริษัทต่างๆ รวมถึงสตาร์ทอัพในไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ โดยบริษัทยังมีแผนขยายให้บริการอีกหลายประเทศ เช่น แผนการขยายธุรกิจที่ประเทศเวียดนามในปี 2562 รวมถึงประเทศใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มเติบโต เช่น เมียนมา กัมพูชา ซึ่งจะสนับสนุนให้เอคอมเมิร์ซก้าวขึ้นสู่การเป็นพาร์ตเนอร์ทางด้านการบริหารข้อมูลให้แก่แบรนด์ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นโซลูชั่นในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาค และท้ายที่สุดจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทสามารถก้าวขึ้นสู่ยูนิคอร์นภายในปี 2566
นายพอล กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในตลาดอี-คอมเมิร์ซค่อนข้างคึกคักจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายที่เข้ามาทำตลาด และเทรนด์ของธุรกิจจะอาศัยเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีการจัดส่งสินค้าจากทั่วโลกภายใน 2-3 วันเท่านั้น โดยในอนาคตแบรนด์สินค้าไทยจึงมีความจำเป็นต้องขยายการขายและก้าวสู่ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ บริษัทได้รับเงินระดมทุนทั้งหมดจำนวน 3,100 ล้านบาท จากนักลงทุนชั้นนำ เช่น Emerald Media, Bluesky, DKSH, Inspire Ventures, Sinarmas และ NTT Docomo โดยผลดำเนินการใน 5 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายโตกว่า 750% ให้กับแบรนด์ลูกค้าที่มีแบรนด์ระดับโลกกว่า 260 แบรนด์ ส่วนรายได้ของบริษัทตั้งเป้าโตเฉลี่ยปีละ 30%







