
วงการแพทย์ยุคใหม่ ‘หมอ-ผู้ป่วย’เข้าใจกันมากขึ้น
ความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ นอกจากต้องมีความเชี่ยวชาญในสายงานแล้
โดย วิรวินท์ ศรีโหมด
ความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ นอกจากต้องมีความเชี่ยวชาญในสายงานแล้ว ยังต้องนำองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก มาเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรสามารถพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด
วงการแพทย์ก็เช่นกัน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ หรือทุกคนเรียกติดปากว่า “หมอจ๊วด”เลขาธิการแพทยสภาป้ายแดง เห็นว่าจำเป็นต้องรีบพัฒนาระบบฐานข้อมูล ซึ่งจากประสบการณ์ 12 ปีในแพทยสภา ระบบฐานข้อมูลที่มีตั้งแต่ปี 2511 จากระบบกระดาษประมวลผลได้ยาก ใบประกอบวิชาชีพมีขนาดใหญ่ยากต่อการแสดงตนหรือพกติดตัว เป็นสาเหตุให้การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ปัญหานี้จึงต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลแพทย์ให้เป็นระบบดิจิทัล สามารถตรวจสอบความถูกต้องรวดเร็ว และแม่นยำ จึงมีการนำระบบบัตรประจำตัวแพทย์แบบดิจิทัล หรือ MD CARD เข้ามาใช้ ร่วมกับฐานข้อมูลออนไลน์เป็นครั้งแรก โดยบัตรประจำตัวแพทย์แบบใหม่มีขนาดเท่าบัตรประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทั้งบนเว็บไซต์ การยิงบาร์โค้ด และรุ่นล่าสุดยังได้พัฒนาให้เป็นระบบคิวอาร์โค้ดที่สามารถเช็กข้อมูลของแพทย์คนนั้นๆ ได้ทันทีว่าเป็นหมอจริงหรือไม่
เมื่อมีฐานข้อมูลที่ดีแล้ว ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีปัญหาขาดแคลนแพทย์ จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ ซึ่งแพทยสภาได้สนับสนุนคณะแพทยศาสตร์ทั้ง 22 แห่ง ในการผลิตแพทย์ จากแพทย์จบใหม่ปีละ 1,300 คน เพิ่มเป็น 3,000 คน โดยปัจจุบันไทยมีแพทย์มากกว่า 6 หมื่นคน แต่ก็ยังขาดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางสาขา ทางราชวิทยาลัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้แพทยสภา 15 แห่ง จึงได้ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 85 สาขา ปีละกว่า 1,600 คน
นอกจากนี้ แพทยสภาได้ตั้งศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) มาควบคุมมาตรฐานแพทย์จบใหม่ และศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ (ศนพ.) มาดูแลการเรียนรู้ของแพทย์ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาความรู้ในการดูแลคนไข้ให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพตลอดเวลา และมีสถาบันส่งเสริมจริยธรรม (สจพ.) มาสนับสนุนหลักสูตรธรรมาภิบาล และจริยธรรม เพื่อดำรงมาตรฐานการรักษาพยาบาลผู้ป่วยกว่าปีละ300 ล้านครั้ง
สำหรับเข็มมุ่งการพัฒนาวงการแพทย์ไทยหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2561 คุณหมออิทธพรได้กำหนดไว้ 4 มิติหลักๆ
มิติที่หนึ่ง เร่งพัฒนาระบบไอทีสำนักงานเลขาธิการแพทยสภาให้เอื้อต่อการทำงานให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยการต่อยอดจากสิ่งที่มีเข้าสู่ระบบ 4จี ไม่ใช้กระดาษ (Paperless) ออนไลน์ โมบาย และคลาวด์ โดยวิเคราะห์และจัดกำลังพลรุ่นใหม่เข้าเสริมอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้กับทั้งแพทย์และประชาชน
มิติที่สอง เรื่องจริยธรรมและกฎหมาย จะปรับปรุงระบบการทำงานและขั้นตอนใหม่ให้การพิจารณาเรื่องร้องเรียนรวดเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แก้ไขระเบียบที่ล่าช้าไม่ทันสมัยวางระบบไอทีเต็มรูปแบบตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียน ติดตามคดีแบบโปร่งใส นำข้อมูลต่างๆ ที่เป็นปัญหาการให้การรักษาไปสื่อสารกับแพทย์และประชาชนในรูปแบบต่างๆ ที่ง่ายต่อการเข้าใจ ทั้งการ์ตูน เรื่องสั้น อินโฟกราฟฟิก ผ่านโซเชียลมีเดียควบคู่กันไป เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุกให้สอดคล้องความเป็นจริง
ทั้งนี้ ปัจจุบันได้ให้ความรู้ผ่านทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กควบคู่กันไป ทั้งข้อมูลข้อกฎหมายให้ทั้งแพทย์และประชาชนรู้ทันและเข้าใจ สามารถปกป้องสิทธิตนเองได้ในกรณีได้รับความเดือดร้อนจากการให้หรือรับการบริบาลทางการแพทย์ ขณะเดียวกันมีการยกร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ
โดยเฉพาะเทเลเมดิซีน หรือระบบแพทย์ทางไกล ที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลไม่ต้องมาหาหมอในโรงพยาบาลขนาดใหญ่
มิติที่สาม สนับสนุนการทำงานของแพทย์ให้ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ นอกจากองค์ความรู้ทันสมัย ยังต้องดูแลคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดีให้แก่แพทย์ก่อน ให้แพทย์มีความมั่นใจ และพร้อมไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยควบคุมปริมาณงานที่เหมาะสม ไม่หนักเกินกำลัง เกินเวลา จนเกิดความเสี่ยง เพราะเมื่อเสี่ยงรัฐต้องคุ้มครอง บนข้อเท็จจริงที่สำคัญก็คือ“เราทุกคนต่างอยู่ในระบบที่ไม่สมบูรณ์” โดยเฉพาะระบบการแพทย์ไทยที่ยังขาดแคลน ซึ่งความท้าทายคือต้องแก้ปัญหาบนระบบที่ไม่สมบูรณ์นี้ให้เข้าใจกันทุกฝ่ายให้ได้ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำของขนาดสถานพยาบาล อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ และกองทุนต่างๆ ที่ไม่พอเพียง และโรงพยาบาลที่ขาดทุน เป็นต้น
“หากมัวแต่ไปไล่จับผิดข้อไม่สมบูรณ์ก็จะไม่มีวันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ แม้เราไม่สามารถทำระบบให้สมบูรณ์ได้ทั้งหมด แต่เราสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจความจริง สร้างกำลังใจให้แก่แพทย์เพื่อทำงานในระบบด้วยจิตใจอาสา ช่วยกันรักษาระบบได้ ซึ่งวันนี้เรามีการขับเคลื่อนทั้งแพทย์และประชาชนร่วมกัน
“อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อน เป็นหน้าที่ของหลายหน่วยงานตามกฎหมาย นอกเหนือจากแพทยสภา วันนี้ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และเดินไปด้วยกันด้วยธรรมาภิบาลในระบบที่ไม่สมบูรณ์นี้ มากกว่าการจ้องความผิดกัน”
มิติที่สี่ เรื่องสังคม ทุกวันนี้วงการแพทย์ไทยมีเรื่อง “สังคม” เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ทั้งองค์ความรู้ การรักษา การสื่อสารที่เปลี่ยนไปความเชื่อผิดๆ แพทยสภายุคนี้มุ่งเน้นการเข้าใจและตามสังคมรุ่นใหม่ให้ทัน ขณะเดียวกันพยายามสื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง ข้อจำกัดของวงการแพทย์ในการรักษาบริบาล พร้อมทั้งให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ เพื่อดูแลตนเองก่อนป่วย ตลอดจนการป้องกันความเจ็บป่วยด้วยตนเอง ไม่ใช่เน้นการรักษาขณะป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเช่นปัจจุบัน แต่ต้องทำให้สังคมมีความรู้ด้านสุขภาพ และเข้าใจวงการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ยุคต่อไปต้องทำให้สังคมและวงการแพทย์เกิดความเข้าใจ มั่นใจ แล้วเกิดความร่วมใจกัน เพราะหากจะให้ฝ่ายใดเดินแต่เพียงผู้เดียวคงเป็นไปไม่ได้ การพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้ระบบการแพทย์ของประเทศมีประสิทธิภาพมากที่สุดแบบยั่งยืน ในงบประมาณและบุคลากรที่มีจำกัด และประชาชนต้องมีสุขภาพดี
คุณหมอจ๊วด อธิบายถึงบทบาทแพทย์แต่ละกลุ่มด้วยว่า ประกอบด้วย 4 เสาหลัก คือ1.แพทย์กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย และชนบท 2.อาจารย์แพทย์ มีหน้าที่ผลิตแพทย์เพิ่มพร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น 3.แพทย์รัฐกลุ่มภารกิจเฉพาะ เช่น แพทย์ทหาร ตำรวจ กทม. มีภารกิจของตนเองตามสังกัด และ 4.แพทย์ภาคเอกชน ดูแลประชาชนที่มีฐานะให้สามารถดูแลตัวเองได้เพื่อไม่ต้องเข้ามาใช้ทรัพยากรในระบบรัฐที่ขาดแคลน
ทั้ง 4 เสาหลักภายใต้แพทยสภา มีภารกิจดูแลประชาชน 65 ล้านคน โดยแยกออกจากกันไม่ได้ ต้องเชื่อมโยงไปพร้อมกันทั้ง 4 เสา หากจะให้แยกหรือให้ความสำคัญฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง วงการแพทย์ทั้งระบบก็ไม่สามารถพัฒนาให้มีความยั่งยืนได้







