
ดึงจีนปั้นฮับการบิน
เตรียมเปิดขายซองโครงการเมืองการบิน เริ่มประมูลต้นปี 2562
เตรียมเปิดขายซองโครงการเมืองการบิน เริ่มประมูลต้นปี 2562 กำหนดระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี
พล.ร.อ.โสภณ วัฒนมงคล ประธานกรรมการบริหารโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก กองทัพเรือ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างขอบเขตการดำเนินงาน (ทีโออาร์) โครงการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดขายซองได้ในเดือน ต.ค.นี้ พร้อมเปิดประมูลให้เอกชนดำเนินโครงการช่วงต้นปี 2562
สำหรับโครงการเมืองการบินจะร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี โดยเอกชนได้รับสิทธิการจัดเก็บรายได้ และจัดสรรผลตอบแทนบางส่วนให้ภาครัฐ ด้านเอกชนจะออกแบบและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับท่าอากาศยาน การลงทุนพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ การบำรุงรักษาตลอดอายุสัญญา
นอกจากนี้ เอกชนมีสิทธิรับรายได้จากการดำเนินงานของท่าอากาศยานและองค์ประกอบอื่นๆ ของโครงการตลอดระยะเวลาสัญญา ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนโครงการ (IRR) 10.00-12.00% จากพื้นที่ 6,500 ไร่ ประกอบด้วยศูนย์ซ่อมอากาศยาน เขตการค้าปลอดภาษี อาคารผู้โดยสารขนาดใหญ่ รันเวย์แห่งที่ 2 และอาคารขนถ่ายสินค้า พื้นที่เชิงพาณิชย์อีก 200 ไร่
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กล่าวว่า จะเปิดให้เอกชนเสนอแนวทางพัฒนาโครงการอย่างอิสระ จะลงทุน 100% หรือให้รัฐช่วยลงทุนบางส่วนก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่รัฐบาลต้องใช้เงินลงทุนก่อน
อย่างไรก็ตาม จากการโรดโชว์โครงการในต่างประเทศ จีนสนใจส่งเอกชนมาลงทุน โดยรัฐบาลจะพัฒนาเมืองระยอง-พัทยา ให้เป็นมหานครทางการบินที่มีสนามบินอู่ตะเภาเป็นหัวใจ มีทั้งย่านการค้า และนิคมอุตสาหกรรมรายล้อม ภายใน 2 เดือนจะลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลจีน เพื่อนำโมเดลมหานครการบินของเมืองเจิ้งโจวมาใช้พัฒนาเมืองการบินอีอีซี
“เมืองเจิ้งโจวจะเป็นฮับการบินขนส่งสินค้าผู้โดยสารจากจีน และใช้เมืองการบินอีอีซีเป็นฮับการบินเชื่อมซีแอลเอ็มวีและอาเซียน ตลอดจนเชื่อมต่อท่าเรือไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ” นายคณิศ ระบุ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เงื่อนไขการลงทุนในโครงการนี้เอกชนจะลงทุนงานขยายสนามบิน ก่อสร้างคลังสินค้าและคลังปลอดภาษี พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ และบริหารจัดเก็บรายได้แบ่งรัฐ ส่วนรัฐจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าความเร็วสูง และเตรียมพื้นที่ก่อสร้างภายในสนามบิน เป็นต้น โดยที่กองทัพเรือจะบริหารสนามบินอู่ตะเภาไปจนกว่าอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 เปิดใช้งานในปี 2567
ขณะที่เงื่อนไขทางเทคนิคบริษัทที่เข้าประมูลงานก่อสร้างจะต้องมีประสบการณ์ในโครงการขนาดใหญ่มากกว่า 1,000 ล้านบาท ไม่ต่ำกว่า 10 ปี







