
บาทแข็งไม่สะเทือนธุรกิจกอล์ฟ
ยังจ่ายต่ำกว่าเพื่อนบ้าน20% ระบุต่างชาติหวาดการเมือง
โพสต์ทูเดย์
— นายกสมาคมกอล์ฟไทย ยันบาทแข็งค่าไม่สะเทือนธุรกิจสนามกอล์ฟไทย เหตุค่าใช้จ่ายยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 20% แถมตีได้เกือบตลอดปี ย้ำขอเพียงเหตุการณ์การเมืองรุนแรงอย่าเกิดซ้ำนายพรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล นายกสมาคมสนามกอล์ฟไทย ในฐานะประธานกรรมการกลุ่มบริษัท รอยัล เจมส์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ผลจากเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนเดินทางมาออกรอบในสนามกอล์ฟที่เมืองไทยของชาวต่างชาติสูงขึ้น 15% แต่หากเทียบกับค่าใช้จ่ายในการออกรอบแต่ละครั้ง สนามกอล์ฟไทยถือว่ามีราคาต่ำกว่าประเทศในเอเชียด้วยกันไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน เกาหลีและญี่ปุ่นถึง 20%
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ชาวต่างชาติยังเป็นกังวล คือบรรยากาศการชุมนุมทางการเมืองในไทยที่อาจจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง ขณะที่ทางสมาคมได้พยายามส่งเสริมให้ธุรกิจกอล์ฟไทยเติบโต คือจัดการประชุมเรื่องกอล์ฟซัมมิตระดับโลก รวมไปถึงการเชิญนักกอล์ฟระดับโลกหลายคนเข้ามาในไทย อย่างเช่น ไทเกอร์ วูด จะมาออกรอบในเมืองไทยสัปดาห์หน้า
ปัจจุบันสนามกอล์ฟในไทยมีอยู่ 281 สนาม แต่เป็นสมาชิกกับสมาคมกอล์ฟไทย 80 สนาม โดยมีนักกอล์ฟต่างชาติที่เข้ามาเฉลี่ย 3 แสนคนต่อปี มีค่าใช้จ่ายในการออกรอบ พร้อมกับการท่องเที่ยวในเมืองไทยประมาณ 4 วัน อยู่ที่ 8 หมื่นบาท ส่วนนักกอล์ฟคนไทยมีอยู่ 4 แสนกว่าคน
“
ภาพรวมแล้วธุรกิจสนามกอล์ฟไทยมีมูลค่าเงินหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งคนไทยมีอัตราการออกรอบเฉลี่ย 12 ครั้งต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายในการออกรอบต่ำสุดเฉลี่ยต่อครั้ง รวมค่ากรีนฟี ค่าแคดดี และค่ารถกอล์ฟ อยู่ที่ 1,500 บาทขึ้นไป หากเป็นสนามระดับกลางจะอยู่ที่ 2,5003,000 บาท หากเป็นระดับท็อปราคาจะไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท” นายพรสิทธิ์ กล่าวทั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ตั้งแต่กลางปี 2552 เพื่อพัฒนาสนามกอล์ฟโครงการเดอะ รอยัล เจมส์ กอล์ฟ ซิตี้ บนเนื้อที่ 1,400 ไร่ รังสิตคลอง 6 พัฒนาเป็นสนามกอล์ฟ 3 สนาม รวม 63 หลุม ช่วงปลายปีนี้จะเริ่มเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้กลางปีหน้า
สำหรับสนามแรก ชื่อดรีมอารีน่า เป็นสนามขนาด 18 หลุม ส่วนสนามที่ 2 ชื่อมูน วอล์กเกอร์ ขนาด 18 หลุม จะเปิดให้บริการปี 2555 และสนามที่ 3 ชื่อดีเลเจนด์ ขนาด 27 หลุม จะเปิดให้บริการประมาณปี 2558 ปัจจุบันมีคนสมัครเป็นสมาชิกแล้ว 700 คน โดยกำหนดจำนวนสมาชิกไว้ที่ 1,500 ราย เป็นชาวไทย 70% ต่างชาติ 30% ซึ่งเสียค่าสมาชิกเริ่มต้น 5.5 แสนบาท ถึง 4 ล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจจิวเวลรีได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้กำไรหายไป 30% แบ่งเป็นจากค่าเงินที่แข็งขึ้น 15% และต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น 15% โดยมีรายได้หลักจากตลาดส่งออกถึง 95% หรือคิดเป็นยอดขาย 4,500 ล้านบาท มีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ขายในประเทศเพียง 5% มียอดขาย 450 ล้านบาท ซึ่งในปีหน้าจะเพิ่มสัดส่วนการทำตลาดในประเทศเป็น 10% ขณะที่ภาพรวมธุรกิจในเครือ รวมธุรกิจประกันสร้างรายได้ประมาณ 8,000 กว่าล้านบาท







