posttoday
เปิดปัจจัยกระทบ ส่งออกไทย

เปิดปัจจัยกระทบ ส่งออกไทย

08 สิงหาคม 2561

การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้การส่งออกเติบโต 5.5% มาจากเศรษฐกิจโลกในปี 2561 ขยายตัวได้ดีอยู่

การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้การส่งออกเติบโต 5.5% มาจากเศรษฐกิจโลกในปี 2561 ขยายตัวได้ดีอยู่

อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้การส่งออกเติบโต 5.5% มาจากเศรษฐกิจโลกในปี 2561 ขยายตัวได้ดีอยู่ จากข้อมูลกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2561 ขยายตัว 3.1-3.9% เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.1% โดยประเทศตลาดสำคัญที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีอยู่ เช่น สหรัฐ เพิ่ม 2.9% อินเดีย เพิ่ม 7.3% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 3.5% เว้นจีน ญี่ปุ่น และอียู ที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่ไอเอ็มเอฟประเมินไว้

นอกจากนี้ การส่งออกได้ยังได้รับผลดีจากการที่สหรัฐต่ออายุโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ให้กับไทย ทำให้สินค้า 3,500 รายการได้รับสิทธิจีเอสพี และค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่า โดยอัตราแลกเปลี่ยนครึ่งปีหลังคาดว่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกไทย

ขณะที่ปัจจัยลบที่จะเข้ามากระทบต่อการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังและอาจกระทบไปถึงการส่งออกปี 2562 โดยเฉพาะเรื่องสงครามการค้าที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง หากสหรัฐใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนทั่วโลก คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 อาจทำให้การส่งออกสินค้าไทยลดลง 1-2% เพราะกลุ่มสินค้ายานยนต์เป็นอุตสาหกรรมใหญ่และสำคัญของโลก โดยไทยเป็นซัพพลายเชนของการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงการส่งออกรถยนต์ด้วย

“การใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐด้วยการขึ้นภาษีรถยนต์และชิ้นส่วน มีผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างมาก และกระทบไปทั่วโลก ซึ่งขั้นรุนแรงจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการประเมินเบื้องต้นคาดว่า
จะกระทบต่อการส่งออกไทย 1-2% แต่มูลค่าการส่งออกกลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยจะเสียหายแค่ไหน รอประเมินอีกครั้ง” อัทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ประเด็นน้ำมันดิบราคาสูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกไทย เพราะมีการคาดการณ์กันว่าระดับราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งปีหลังอาจปรับตัวสูงขึ้นถึง 90 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากสหรัฐได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศอิหร่าน โดยห้ามบริษัทของสหรัฐทำการค้าขาย และการทำธุรกิจทางการเงิน ซึ่งมีผลวันนี้ (7 ส.ค.) และสหรัฐจะคว่ำบาตรเรื่องการค้าน้ำมันดิบกับอิหร่านในวันที่ 4 พ.ย. 2561 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพราะอิหร่านส่งออกน้ำมันได้น้อยลง

ปัจจุบันอิหร่านมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ 3.75 ล้านบาร์เรล/วัน และส่งออก 2.5 ล้านบาร์เรล/วัน เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบอันดับ 3 ในกลุ่มโอเปก และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรจะส่งผลให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบลดลง 7 แสน-1 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับประเด็นค่าเงินบาทแม้ขณะนี้ จะอ่อนค่าลงมา แต่ก็ยังมีความผันผวน โดยทางศูนย์ได้ประเมินค่าเงินบาทของไทยหลังเกิดสงครามการค้านับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2561 ที่สหรัฐเพิ่มภาษี นำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 25% และ 10% กับสินค้าจีนและประเทศคู่ค้ามีการตอบโต้ พบว่าค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 33.29 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเป็นอันดับ 3 โดยค่าเงินหยวนจีนอ่อนค่ามากสุดอยู่ที่ 6.71 บาท/หยวน รองลงมาคือ ค่าเงินเมียนมา ค่าเงินอินเดีย และค่าเงินอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ได้ทำการประเมินการส่งออกทั้งปี 2561 ของไทยไปตลาดสำคัญ พบว่าไทยจะส่งออกไปสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.2% ญี่ปุ่น เพิ่ม 15.7% อียู เพิ่ม 9.5% อาเซียน เพิ่ม 11.9% แบ่งเป็น อาเซียน (เดิม 5 ประเทศ) เพิ่ม 11.5% ซีแอลเอ็มวี เพิ่ม 12.4% จีน เพิ่ม 2.9% อินเดีย เพิ่ม 23.5% ฮ่องกง เพิ่ม 5.0% ออสเตรเลีย เพิ่ม 7.0% แคนาดา เพิ่ม 8.0% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 0.3% ตลาดแอฟริกา เพิ่ม 11.4% อเมริกาใต้ เพิ่ม 9.8%

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69