หนังสั้นเรื่อง‘การเมืองไทย’
การเมืองไทยเป็น “หนังสั้น” ที่ดูกันเป็นฉากๆ
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
การเมืองไทยเป็น “หนังสั้น” ที่ดูกันเป็นฉากๆ
มีการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งที่กำลังมาถึงอาจจะมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่มากนัก หรืออาจจะเลือกตั้งกันมากมาย (แบบการเลือกตั้งในกัมพูชาที่ผ่านมา) แต่ก็อาจจะมีบัตรเสียไม่กาคะแนนให้ใครเป็นจำนวนมาก เหตุผลสำคัญ คือ คนไทยอาจจะ “เบื่อหน่ายการเมือง” สุดๆ (อีกแล้ว) ซึ่งอาจจะแยกออกได้เป็น 2 พวก คือ พวกที่อยากให้ไปเลือกตั้งแต่ไม่รู้จะเลือกใคร เพราะไม่มีนักการเมืองที่น่าสนใจ และเห็นมีแต่นักการเมือง “กากๆ” หรือมุ่งจ้องแต่อำนาจและผลประโยชน์ กับอีกพวกหนึ่งที่ไม่อยากจะไปเลือกตั้ง เพราะไม่ชอบที่จะถูกบังคับ ทั้งคนที่ไม่อยากเลือกข้าง และที่บอกว่าเลือกข้างไปก็ไม่มีประโยชน์ อาจจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ที่จะทำให้ตนเองอยู่ในอันตราย ในทำนองที่ว่า “ธู่ระไม่ใช่” จะเอามือไปซุกหีบหาเรื่องเดือดร้อนทำไม
ว่ากันว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นจะเป็นการต่อสู้ระหว่าง “พวกที่เอา คสช.” กับ “พวกที่ไม่เอา คสช.” โดยมีความเคลื่อนไหวในเรื่องของการ “จัดตั้ง” มวลชนในแต่ละฝ่ายอย่างเอาจริงเอาจริง ทั้งนี้ฝ่ายที่ “เอา คสช.” ก็ใช้บทเรียนในการเลือกตั้งเมื่อเดือน ธ.ค. 2550 ที่ตอนแรกฝ่ายที่สนับสนุนทหาร (สมัยนั้นคือ คมช.) ก็ประเมินว่า “ฝ่ายเอาทักษิณ” คงจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาล (ภายใต้การกำกับของทหาร) ได้ “จัดการ” ปิดล้อมความได้เปรียบของฝ่ายที่เอาทักษิณนั้นได้พอสมควร แต่ครั้นเลือกตั้งจริงๆ ก็แพ้อย่างไม่เป็นท่า มาครั้งนี้จึงจัดการให้ “เข้มแข็ง” มากขึ้น ทั้งดึงทั้งดูดอดีต สส.จำนวนมากที่มีฝ่ายสนับสนุนทักษิณนั้นด้วยจำนวนพอควร นัยว่าถ้าไม่มาเข้าข้างฝ่ายที่สนับสนุน คสช.ก็ “อย่าอยู่ร่วมโลก” กันเลย รวมถึงปรากฏการณ์ของการ “โปรยหว่าน” งบประมาณผ่านนโยบายประชารัฐ ที่ฝ่ายสนับสนุน คสช.เชื่อว่าจะสามารถ “ซื้อใจ” ประชาชนได้ ร่วมกับการใช้ “วิชามาร” ที่จะใช้อำนาจทั้งในทางลับและทางแจ้งเพื่อเอาชนะให้ได้
ผู้เขียนไม่อยากคาดเดาเรื่องผลของการเลือกตั้ง แต่เชื่อว่าผลของการเลือกตั้งครั้งที่(อาจจะ)มีขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของสังคมไทยอย่างมหาศาล และจะเป็น “ไมล์สโตน” หรือ “หลักกิโล” ที่จะบอกหนทางข้างหน้าของประเทศไทยว่าจะไปในทิศทางใด จะไปรอด “รุ่งเรือง” หรือ “รุ่งริ่ง” ต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ผู้เขียนอยากจะ “ฉายหนัง” ให้เห็นเป็นฉากๆ แต่ละฉากนั้นคงเป็นแค่ “หนังสั้น” ที่น่าจะจบลงอย่างรวดเร็ว
ฉากแรก ถ้าหากฝ่ายที่สนับสนุน คสช.ชนะ มีคนบอกว่าเราจะได้เห็นการเมืองไทยภายใต้ระบอบ “ทหารนิยม” คือ อำนาจทั้งหลายจะมา “รวมขั้ว-รวมหลุม” อยู่กับกลุ่มของผู้ที่มีอำนาจซึ่งก็คือคณะทหาร หรือ คสช. เริ่มตั้งแต่นักการเมืองที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาก็จะต้องยอมศิโรราบด้วยได้เห็นอิทธิฤทธิ์แล้วว่า “ไร้เทียมทาน” เช่นเดียวกันกับข้าราชการทั้งหลายก็ต้องวิ่งเข้ามา “เกาะแข้งขา” ไม่อาจจะ “แทงกั๊กยักท่า” อะไรได้เหมือนเดิม ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็จะ “อยู่ยาก” หรือ “ไม่ที่ให้ยืน” อาจจะต้องหลบไปอยู่หลังซอกหลืบของสังคมไทย เพราะไม่เพียงแต่จะถูกอำนาจรัฐเข้ามาจัดการในทางแจ้งด้วยกฎหมายและนโยบายต่างๆ ของรัฐแล้ว ก็อาจจะถูกกลุ่ม “คนรักรัฐบาล” แอบจัดการในทางลับเพื่อเสนอหน้าเอาใจกับรัฐบาลนั้นก็ได้
อีกฉากหนึ่ง ถ้าฝ่ายที่ไม่เอา คสช.ชนะ ก็แสดงว่าสังคมไทยนี้ “ร้าวลึก” มากมายเหลือเกินแล้ว เพราะขนาดที่ผู้มีอำนาจพยายามขัดขวางทุกวิถีทางในการที่จะจัดการกับกลุ่มคนที่รักอดีตนายกฯ หน้าเหลี่ยม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ (เหมือนเมื่อปี 2550 และ 2554) แต่คนกลุ่มนี้กลับ “ผงาด” ฟื้นคืนสู่อำนาจได้อีก ก็แสดงถึงความรู้สึกของผู้คนในประเทศนี้ว่ายัง “ผูกใจ” อยู่กับอดีตผู้นำนักโทษหนีคดีคนนั้นอยู่อย่างแน่นเหนียว ซึ่งเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมทางการเมืองไทยให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ดังที่มีตำรารัฐศาสตร์บอกว่าคนไทยนี้มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ไพร่ฟ้า” คือ ชอบที่จะพึ่งพิงผู้ที่มีอำนาจ โดยเฉพาะผู้นำที่แบบ “อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก” ทั้งนี้เพราะอดีตผู้นำหน้าเหลี่ยมได้แสดงภาวะผู้นำในลักษณะ “ฮีโร่” ให้ปรากฏอย่าง “ตราตรึง” แตกต่างกับผู้นำทหารที่มุ่งใช้อำนาจรัฐ อำนาจระบบราชการ และอำนาจอิทธิพลของผู้ที่อยากได้ดีกับทหาร หรือใช้ “ลูกไล่” มาซื้อใจเพื่อ “เปลี่ยนใจ” ประชาชน แล้วก็พบว่ามีผลสำเร็จแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมากก็ยังเชื่อว่า ที่สุดแล้วฝ่ายที่สนับสนุนทหารก็คงจะยึดกุมอำนาจได้อีกต่อไป นั่นก็หมายถึงจะมีชัยชนะในการเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาล และควบคุมการบริหารประเทศไปได้อีกระยะหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจจะปรากฏเป็นอีกฉากหนึ่งที่อาจจะเป็น “ฉากสุดท้าย” หลังการเลือกตั้ง (แต่คงไม่ใช่ฉากสุดท้ายของการเมืองไทย) นั่นก็คือภาพของการที่ทหารและฝ่ายสนับสนุนทหารจะรักษาอำนาจนั้นให้มั่นคงแข็งแรงและยั่งยืนได้อย่างไรต่อไป ซึ่งผู้เขียนเดาว่าคงจะเป็นฉากการเมืองที่ “ระทึกขวัญ” อย่างสุดๆ
มีผู้ “หมกมุ่น” ทางการเมืองบางคนบอกว่า การเมืองไทยอาจจะเป็นแบบเขมรที่เข้าสู่“ระบอบฮุนเซน” โดยสมบูรณ์ โดยทหารจะกลายเป็น “แกนหลัก” ทางการเมือง เข้าควบคุมกลไกของรัฐอย่างแข็งแรง ภายใต้ภาพจำแลงของการมีส่วนร่วมภาคประชาชนที่เรียกว่า “ระบบประชารัฐ” ที่มวลชนจะถูกระดมเข้ามาสนับสนุนกิจการของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และมีการ “กำกับการแสดง” นั้นด้วย “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่จะผลิตโครงการต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบอบนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของภาคประชาชนนั่นเอง ซึ่งอยู่ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า ที่ยังคงมีความน่าเป็นห่วงยิ่งนัก
หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับ “คนโลกสวย”นะ ขอบอก


