posttoday
ร้อยพ่อพันแม่ จับปูใส่กระด้ง ฤๅษีเลี้ยงลิง

ร้อยพ่อพันแม่ จับปูใส่กระด้ง ฤๅษีเลี้ยงลิง

29 กรกฎาคม 2561

หลังการเลือกตั้งผู้นำไทยจะมีสภาพดั่งว่า

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

หลังการเลือกตั้งผู้นำไทยจะมีสภาพดั่งว่า

สิ่งแรกอันเป็นผลจากการ “ดูดไม่เลือก” ก็คือ “ท่าน” (ผู้นำหรือหัวหน้ารัฐบาล) จะได้ สส.แบบที่ท่าน “ไม่มีสิทธิเลือก” ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นทุกครั้งหลังการเลือกตั้งที่ใช้ระบบ “ไปตายเอาดาบหน้า” คือตอนที่หาคนมาสมัครก็ใช้วิธี “กวาดต้อน” เอาปริมาณเข้าว่า ขอให้ได้ “ว่าที่ สส.” ให้มากที่สุดไว้ก่อน พอเลือกตั้งเข้ามาแล้ว ปะเหมาะเคราะห์ดี (ความจริงเคราะห์ร้าย) ก็ได้จำนวน สส.เข้ามาเป็นเสียงข้างมาก ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลและตั้งนายกรัฐมนตรี ท่านก็จะต้อง
“เอาอกเอาใจ” สส.เหล่านี้ ที่ท่านจะต้องทำงานหนักมาก (ท่านอาจจะไม่ต้องทำเอง แต่คนที่ไปทำให้ท่านก็จะต้องมาเสนอให้ท่านตัดสินใจ ที่ท่านก็จะต้องหนักใจมาก) ด้วยการ “ประเคน” ตำแหน่งที่ท่านมีอยู่อย่างจำกัดนั้นให้แก่คนเหล่านี้เสียก่อน เพราะทราบว่าตอนที่ท่านไปดูดพวกเขามา ท่านใช้หลักว่า “มาก่อนได้ก่อน” จึงเป็น “เวรกรรม” ที่ท่านต้องรับไปเต็มๆ

สิ่งที่ท่านจะได้ต่อมาคือ “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่” อันเป็นปรากฏการณ์ที่มีมาแต่ปี 2518 ที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่มีสิทธิเลือก จำใจจะต้องตั้งรัฐบาลเท่าที่จะรวบรวมได้ในสภายุคนั้น โดยจะต้องจัดสรร “โควตา” ให้กับกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่มาสนับสนุนอย่าง “กล้ำกลืนฝืนทน” ดังนั้นท่านก็จะได้รัฐมนตรีที่ “ไม่ค่อยงดงาม” จำนวนหนึ่ง “ไม่ค่อยมีฝีมือ” อีกจำนวนหนึ่ง แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ “ไม่ได้รักท่านอย่างจริงใจ” เพราะจะได้แต่คนที่จ้องหาผลประโยชน์ ที่สุดคนเหล่านี้ก็จะเข้าไป “ก่อกรรมทำเข็ญ” และ “ปู้ยี่ปู้ยำ” เสถียรภาพรัฐบาลของท่าน ท่านจะอยู่ในภาวะย่ำแย่ยุ่งเหยิง ทำการทำงานอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ ไม่เหมือนในยุคเผด็จการที่ท่านมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แล้วท่านก็จะ “หมดสิ้นอนาคต” รวมถึงชื่อเสียงที่เคยมีมาทั้งหมดนั้น

ส่วนสภาพ “ฤๅษีเลี้ยงลิง” ก็คือท่านจะมีชีวิตไม่ปกติสุข เพราะ สส.ที่ท่านดูดเข้ามาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือดังกล่าวจะไม่มีความเกรงใจท่าน (ไม่เหมือนทหารที่ต้องตบเท้าทำความเคารพท่านทุกเวลา) จะแสดงบทบาทเป็น “ลิง” ที่ทะลึ่งตึงตัง ชอบปีนป่ายโลดแล่นไปไม่อยู่สุข แม้แต่บนศีรษะท่านก็อาจจะขึ้นไปปีนป่ายฉีกทึ้ง เหมือนในสมัยปี 2519 ที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์เคยทำอย่างนี้กับหัวหน้าพรรคและหัวหน้ารัฐบาล คือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กระทั่งพรรคและรัฐบาลต้องพังไปในที่สุด ท่านอาจจะเถียงว่าท่านจะใช้วิธีการแบบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ใช้ “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” คือพูดน้อยไม่ตอแยกับใคร เป็น “เตมีย์ใบ้” ที่ทุกคนต้องให้ความเคารพ ทว่าท่านจะมีบารมีเหมือน พล.อ.เปรมหรือไม่ ก็คงจะพอเปรียบเทียบได้ แต่ทั้งสิ้นทั้งปวง ทุกคนก็รู้ซึ้งถึง “ธาตุแท้ของนักการเมืองไทย” ต่อให้เทวดาไหนๆ ก็ไม่มีใครเอาอยู่

ต่อมาก็คือ “ความวุ่นวายในรัฐสภา” โดยในรัฐสภาจะเกิดสภาพ “จับปูใส่กระด้ง” คือเหล่า สส.และ สว.จะไม่อยู่ในระบบระเบียบที่เรียบร้อย นอกจากความเป็นมนุษย์ที่นานาจิตตัง “ยากแท้หยั่งถึงแล้ว” ชีวิตทางการเมืองยังเต็มไปด้วยผลประโยชน์ที่เย้ายวน คนดีก็กลายเป็นคนเลว ผู้ทรงศีลก็ยังตบะแตก ทุกคนเป็นคนที่ท่านไม่อาจจะควบคุมและคาดเดาอารมณ์หรือความต้องการต่างๆ ได้ แม้ว่าท่านอาจจะใช้ “กฎเหล็ก” แบบว่าถ้าใครไม่อยู่ในระเบียบหรือกติกาที่ตั้งไว้แล้วจะปลดออกไป หรือมีการคาดโทษลงโทษต่างๆ แต่นั่นก็จะเป็นการ
“ตัดอวัยวะ” ของท่านเอง เนื่องจากคนเหล่านี้คือฐานอำนาจของท่าน เมื่อท่านตัดคนเหล่านี้ออกไป พละกำลังของท่านก็จะลดน้อยถอยลง ท่านอาจจะกลายเป็นคนพิกลพิการ เพราะไปตัดแขนขาของท่านเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ท่านทำเช่นนี้กับคนที่ท่านเคยไปออดอ้อนเว้าวอนขอร้องเขาเข้ามาและให้มาช่วยเป็นกำลังให้ท่าน เมื่อท่านทำร้ายเขาไปเรื่อยๆ นอกจากกำลังสนับสนุนจะร่อยหรอจนท่านอาจจะถึงการดับสลายสิ้นสุดแล้ว คราวต่อไปที่ท่านจะไปขอให้เขากลับคืนมาสนับสนุนหรือเป็นกำลังเสริมให้อีก เขาก็จะไม่ไว้วางใจท่าน ท่านจะมีศัตรูเพิ่มขึ้น และหากท่านคิดที่จะมีอำนาจสืบต่อ เช่น ยุบสภาแล้วให้มีเลือกตั้งใหม่ ท่านก็อย่าหวังที่จะเห็นหัวคนเหล่านี้มาพะเน้าพะนอท่านอีก เขาก็จะไปหา “ผู้นำคนใหม่” มาคุ้มกะลาหัวพวกเขาแทนที่ท่าน ดังที่ผู้นำทหารหลายคนที่เคยขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ แล้วก็ได้กระทำกับนักการเมืองเหล่านี้ ก็ไม่เคยกลับมามีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ได้อีก เช่นเดียวกันกับที่ท่านก็คงจะไม่กล้าทำอย่างนี้กับเหล่านายทหารและข้าราชการที่ท่านตั้งเขามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะก็จะมีอันเป็นไปในแบบเดียวกัน อย่างที่เคยเกิดขึ้นในวุฒิสภาช่วงปี 2522-2530 ในที่สุดแม้แต่ “ทองเนื้อแท้” อย่างพล.อ.เปรมก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด

แม้แต่ปรมาจารย์การเมืองไทยอย่างท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังไม่กล้าประมาทกับรัฐสภา โดยท่านได้ให้ท่องเป็นคาถาไว้ว่า“คืบก็สภา ศอกก็สภา” ในทำนองที่คำพังเพยบอกไว้ว่า “คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล” หมายความว่า เราไม่อาจจะรู้น้ำใจทะเล ไม่มีใครรู้จริงเกี่ยวกับทะเล เมื่อออกเรือไปในทะเลก็จะต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว (น่าจะฝีพายมากกว่า) เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดใน “คืบหน้าและศอกหน้า” ที่เดินทางออกไปในท้องทะเลนั่น เช่นเดียวกันกับการทำงานกับสมาชิกรัฐสภา ที่ไม่มีใครที่รู้ว่า “ไผเป็นไผ” และไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าจะเจออะไรใน “ทุกคืบทุกศอก” ที่เดินไปกับคนพวกนี้

อย่าพาประเทศไทยไปตายเอาดาบหน้าด้วยเลยครับท่าน

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69