posttoday
เต่า’ยันธปท.ดูแลเงินบาทได้

เต่า’ยันธปท.ดูแลเงินบาทได้

20 ตุลาคม 2553

‘โพสต์ทูเดย์ — หม่อมเต่าการันตีมาตรการที่ออกไปดูแลเงินบาทได้ หึ่งเตรียมคุมเงินร้อนในตราสารหนี้

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า มาตรการของกระทรวงการคลังและ ธปท. ที่ออกมาเพื่อดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไปนั้นเพียงพอที่จะดูแลการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติได้

“สิ่งที่ไม่ควรทำคือ การตั้งเป้าหมายของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งถือว่าเป็นวิธีรุนแรงและเกรงว่าอาจจะกระเทือนตลาดหุ้นเหมือนตอนที่ได้ออกมาตรการกันสำรอง 30% จนทำให้ตลาดหุ้นเสียหายถึง 2 ล้านล้านบาท ภายในวันเดียว” ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวในวงการตราสารหนี้เปิดเผยว่า ในการหารือกับผู้บริหาร ธปท. เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา มีสัญญาณบางอย่างอ่านได้ว่า ธปท.กำลังหาช่องทางควบคุมเงินลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งปัจจุบันมีเงินทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่เกือบ 50% ของปริมาณการทำธุรกรรมในแต่ละวัน

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า จะมีมาตรการออกมาดูแลเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติมหรือไม่นั้นจำเป็นต้องดูผลของมาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ก่อนว่าเห็นผลแค่ไหน ตลาด และนักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นอย่างไรก่อนจะดำเนินการอะไรต่อไป ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“เงินทุนที่ทะลักเข้ามานั้นไม่ได้เข้ามาแต่เงินสั้น การลงทุนในระยะยาวก็มีเม็ดเงินเข้ามาอยู่ เป็นธรรมดาที่เงินจะไหลจากประเทศที่มีต้นทุนถูก พิมพ์เงินได้เอง วิ่งมาหาประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ประเทศที่มีเงินเข้าต้องทำมาตรการเพื่อปกป้องตัวเองและลดความผันผวนของค่าเงิน” นางสุชาดา กล่าว

ล่าสุดบราซิลได้ออกมาตรการเข้มขึ้น ด้วยการประกาศปรับขึ้นภาษีเงินทุนไหลเข้าที่ลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มเป็น 6% ที่ได้ปรับจาก 2% เป็น 4% เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 15ต.ค.ที่ผ่านมา จากเดิมเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมาก็พึ่งจะปรับขึ้นจาก 2% เป็น 4% ซึ่งเข้าใจว่ากรณีบราซิลเขามีดอกเบี้ยสูงถึงระดับ 10%กว่า จึงจำเป็นต้องขึ้นภาษีดังกล่าว เพื่อเพิ่มต้นทุนเงินไหลเข้า รวมทั้งมีการเก็บภาษีในตลาดซื้อขายล่วงหน้าจากกำไรส่วนต่าง(มาร์จิ้น)เพิ่มด้วย จากเดิม 0.3% เพิ่มเป็น 7% ถือเป็นความพยายามของบราซิล ที่ต้องการเพิ่มต้นทุนในช่องทางการลงทุนต่างๆ ที่คิดว่าว่านักลงทุนจะเข้ามาเก็งกำไรได้ง่าย ซึ่งมาตรการดังกล่าวมองว่าน่าจะได้ผลพอสมควร เนืองจากทำให้ต้นทุนเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้น

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในขณะนี้ ธปท.ยังเห็นว่า มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากไม่ได้แข็งหรืออ่อนค่าไปในทิศทางใดทิศทางเดียว แต่เริ่มมีทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า (ทูเวย์) มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับตัวของเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้มีการขายทำกำไรกันในแต่ละช่วง เช่นเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมามีแรงเทขายทำกำไรมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงปิดงวดบัญชีในเดือนพ.ย. ทำให้นักลงทุนพยายามขายทำกำไรมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ