
วินเซนต์ ตัน คืนกำไรด้วยฟุตบอล
วินเซนต์ ตัน มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจกลุ่มเบอร์จายาของมาเลเซีย และเจ้าของทีมสโมสร “บลูเบิร์ด” คาร์ดิฟฟ์ซิตี้
โดย กษม จักรเครือ
วินเซนต์ ตัน มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจกลุ่มเบอร์จายาของมาเลเซีย และเจ้าของทีมสโมสร “บลูเบิร์ด” คาร์ดิฟฟ์ซิตี้ เดินทางมาไทยเพื่อเป็นประธานจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี
“เบอร์จายา คัพ 2018” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21 ก.ค.-22 ก.ย. ในรอบคัดเลือก 10 โซน หาผู้ชนะแต่ละโซนมาแข่งรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 20 ต.ค. ที่สนามศุภชลาศัย โดยทีมแชมป์ได้เงินรางวัล 3 แสนบาท พร้อมได้เดินทางไปฝึกทักษะลูกหนังที่สโมสร คาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ
ยกระดับฟุตบอลอาเซียน
วินเซนต์ ตัน ประธานสโมสรคาร์ดิฟฟ์เผยถึงเป้าหมายที่จัดทัวร์นาเมนต์นี้ เพื่อยกระดับฝีเท้าของนักเตะในอาเซียน โดยเฉพาะไทยและมาเลเซีย
“ฟุตบอลเป็นที่นิยมทั่วโลก ล่าสุดฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย มีคนดูราว 3,400 ล้านคน ผมว่ามันมหัศจรรย์มาก ผมต้องการให้เด็กๆ ในอาเซียนเล่นกีฬาฟุตบอล ทั้งคนไทยและมาเลเซีย รวมถึงภูมิภาคอาเซียน นอกจากร่างกายจะแข็งแรงและมีระเบียบวินัยแล้ว อนาคตหากเล่นเป็นอาชีพ พวกเขาอาจติดทีมชาติในอนาคต และมีโอกาสได้ไปเล่นในสโมสรดังๆ ในยุโรป ผมเชื่อว่านักเตะอาเซียนสามารถพัฒนาไปถึงจุดนั้น หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง สำหรับแชมป์รายการนี้ผมให้พวกเขาไปฝึกทักษะลูกหนังที่คาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ”
คืนกำไรให้สังคม
นักธุรกิจชาวมาเลย์ มองว่า การทำทีมฟุตบอล ไม่ใช่หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่มีความสุขที่แท้จริงคือ การคืนกำไรให้สังคม
“ผมทำธุรกิจหลายอย่าง แต่การทำทีมฟุตบอลไม่ได้กำไรมากมายและไม่ใช่เรื่องง่าย จริงๆ ผมอยากคืนกำไรให้สังคมมากกว่า เห็นแฟนบอลมีความสุข เราก็แฮปปี้ไปด้วย ปีนี้ผมเข้ามาคุมทีมคาร์ดิฟฟ์เป็นปีที่ 9 เรื่องขึ้นชั้นตกชั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ความรู้สึกแฟนบอลเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ ผมต้องเรียนรู้เพื่อที่จะพัฒนาทีมให้ได้เหมือนเลสเตอร์ซิตี้ของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา”
ความท้าทายทำให้มีชีวิตชีวา
นอกจากนี้ วินเซนต์ ตัน ถือเป็นนักธุรกิจอาเซียนคนที่ 2 ที่เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก ต่อจากคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของทีมเลสเตอร์ อาจจะโดนต่างชาติดูถูกถึงเรื่องการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมืออาชีพ หากเทียบกับชาวยุโรปหรือสหรัฐ
“ผมไม่สนใจเรื่องนี้ สำหรับนักธุกิจ ไม่ว่าจะชาติใดก็ตาม มีวิธีการทำงานแบบมืออาชีพทั้งนั้น เราไม่แคร์ใครจะมองเราอย่างไร ให้โฟกัสผลงานในสนามเป็นหลัก ธุรกิจฟุตบอล เป็นเรื่องท้าทาย ผมเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล 4 ทีม คือ แอลเอ เอฟซี (สหรัฐ) คาร์ดิฟฟ์ (อังกฤษ) คอร์ไทรจ์ (เบลเยียม) และเอฟเค ซาราเยโว (บอสเนียฯ) คิดว่าต้องใช้พนักงานมากน้อยแค่ไหน ผมต้องการให้ทั่วโลกยอมรับคนเอเชียและชาวอาเซียน”
ทุ่มพันกว่าล้านเพื่อการอยู่รอด
คาร์ดิฟฟ์ จบฤดูกาลด้วยรองแชมป์เดอะแชมเปี้ยนชิพฤดูกาล 2017-2018 ทำให้เลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ โดยนักธุรกิจวัย 66 ปี ตั้งเป้าไม่ตกชั้นและหากโชคดีขอจบอันดับกลางของตาราง โดยใช้งบในการทำทีม 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,260 ล้านบาท)
“ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการโลดแล่นในพรีเมียร์ลีก ผมชื่นชอบคุณวิชัย เจ้าของทีมเลสเตอร์ซิตี้ เขาเป็นคนเก่งมีความสามารถ บางอย่างผมก็เรียนรู้จากเขา สำหรับเป้าหมายของคาร์ดิฟฟ์ แค่ต้องการอยู่รอดปลอดภัยในลีก ผมใช้งบในการทำทีมฤดูกาลนี้ 30 ล้านปอนด์ แต่เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียว ยังมีนักเตะและโค้ช รวมถึงโชคชะตามาเกี่ยวข้อง ถ้ามีโชค ผมอยากจบอันดับ 10 สำหรับน้องใหม่อย่างเรา”







