posttoday
ห่วงพิษสงครามการค้าลาม

ห่วงพิษสงครามการค้าลาม

14 กรกฎาคม 2561

พาณิชย์ชี้สงครามการค้ากระทบทางอ้อมส่งออกไทยปลายปีนี้ เหตุสินค้าไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก

พาณิชย์ชี้สงครามการค้ากระทบทางอ้อมส่งออกไทยปลายปีนี้ เหตุสินค้าไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ประเมินสงครามการค้าโลกคาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยทางอ้อมในช่วงปลายปีนี้ เพราะหลายประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐใช้มาตรการทางภาษี โดยที่ผ่านมาได้ขึ้นภาษีสินค้าทั่วโลกไปแล้วในกลุ่มแผงโซลาร์เซลล์ เครื่องซักผ้า เหล็กและอะลูมิเนียม ส่วนกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน หากสหรัฐตัดสินใจใช้มาตรการทางภาษี น่าจะเริ่มใช้ในช่วงปี 2562 เป็นต้นไป

“ที่น่ากังวล คือผลกระทบทางอ้อมที่ไทยจะได้รับ จากการที่สินค้าไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าของทั้งโลกรวมถึงของสหรัฐและจีนด้วย ซึ่งการที่ทั้งสองประเทศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกัน จะทำให้การส่งออกสินค้าระหว่างกันมีอุปสรรค และสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปจากไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าของทั้งสองประเทศจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

ขณะเดียวกัน สงครามการค้าโลกจะทำให้การค้าโลกและเศรษฐกิจโลกซบเซา เพราะผู้ส่งออกและผู้นำเข้าทั่วโลกไม่สามารถวางแผนได้ว่าจะหาตลาดใดทดแทน เพราะทั่วโลกก็ถูกสหรัฐใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้าในมาตรา 232 ภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 เหมือนกันหมด ซึ่งไทยก็ต้องเตรียมแผนรับมือและติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด

สำหรับกรณีที่สหรัฐประกาศเตรียมขึ้นภาษีสินค้าจีนล็อตใหม่ 6,000 รายการสินค้า มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอัตรา 10% นั้น ได้มีการประเมินเบื้องต้นพบว่าสินค้าจากจีนที่จะถูกสหรัฐเก็บภาษีมีสินค้าเกษตร เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นไฮเทคโนโลยีรวมอยู่ด้วย โดยมองว่าน่าจะเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าเกษตรไปสหรัฐทดแทนสินค้าจากจีนได้

“ปีนี้การส่งออกไทยคงไม่น่าจะได้รับผลกระทบทางตรงจากสงครามการค้า โดยเชื่อว่าการส่งออกจะเติบโตได้เกินเป้าหมายในระดับ 9% แต่ที่ต้องจับตาอีกปัจจัยเสี่ยงคือ ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวลดลงมาอยู่ 70 ดอลลาร์/บาร์เรล ที่จะกระทบต่อสินค้าในกลุ่มเกี่ยวข้องกับน้ำมัน” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

ด้านการจัดทำดัชนีวัดศักยภาพการนำเข้าของ 168 ประเทศ (ImportPotential Index : IPI) ครั้งที่ 2 ของปี 2561 ที่จัดทำขึ้นโดย สนค. พบว่าจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพในการนำเข้าสูงสุดไปน้อยที่สุดตามตัวชี้วัดด้านการค้า เศรษฐกิจมหภาค และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ใน 10 อันดับประเทศ ที่มีศักยภาพการนำเข้าสูงสุดนั้น 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน สหรัฐ และอินเดีย ส่วนที่เหลือจะมีทั้งประเทศในเอเชีย และยุโรป เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น หากไทยสามารถพัฒนาสินค้าให้มีศักยภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศเหล่านี้ จะทำให้การค้าของไทยเติบโตได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขการนำเข้าของประเทศสำคัญ พบว่า จีน และเกาหลีใต้มีความต้องการนำเข้าสูงในกลุ่มสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การสื่อสาร (มือถือ) ยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนจากจีนและเกาหลีใต้มาไทยในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ไทยส่งออกไปตลาดจีนและเกาหลีได้มากขึ้น

ขณะที่อินเดีย มีจุดแข็งด้านเศรษฐกิจขยายตัวสูง และมีประชากรจำนวนมาก แต่มีภาษีนำเข้าสูง และมีระดับการเปิดประเทศต่ำ จึงควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในอินเดีย และสร้างพันธมิตรท้องถิ่น สินค้าที่มีศักยภาพในตลาดอินเดีย อาทิ พืชน้ำมัน อัญมณี อุปกรณ์สื่อสาร และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว