
ผลการดำเนินงาน....แนวโน้มดูดีแต่ตื่นเต้น?
....สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอประเด็นเรื่อง
“ผลการดำเนินงาน” เนื่องจากในขณะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงการคาดการณ์และการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2553 ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าผลการดำเนินงานยังคงเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นในระยะยาวส่วนประเด็นหลักที่ตลาดให้ความสนใจ ได้แก่ เรื่องมาตรการนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE) รอบ 2 ของสหรัฐนั้น ผมคาดว่าได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นบ้างแล้ว โดยประเมินคร่าวๆ ว่า ราคาหุ้นน่าจะสะท้อนวงเงินการทำ QE2 ไปแล้วประมาณ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยตั้งแต่มีข่าวเกี่ยวกับ QE2 ในเดือน ส.ค. พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นมาแล้ว 5% เทียบกับมาตรการ QE1 ที่มีผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ซึ่งทำให้คาดว่าตลาดจะหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่งหลังจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐวันที่ 23 พ.ย. โดยสิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญ คือ วงเงินการซื้อสินทรัพย์
ส่วนปัจจัยสำคัญสัปดาห์นี้ของไทย คือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วันที่ 20 ต.ค. ซึ่งผมประเมินว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากถือเป็นการส่งสัญญาณด้านนโยบายการเงินและการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทครั้งแรกของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ โดยล่าสุดตลาดการเงินคาดการณ์ว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ย ถึงแม้การคาดการณ์ยังคงไม่เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากสำนักวิจัยต่างประเทศยังคงคาดว่า กนง.จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%
ส่วนผมประเมินว่า กนง.มีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ย แต่หากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ก็คงเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2553 ซึ่งคงไม่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอย่างมีนัยสำคัญ แต่หาก กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะถือเป็นการสร้างความแปลกใจให้กับตลาดมากและอาจส่งผลให้ตลาดผันผวนในระยะสั้น แต่ส่งผลดีในระยะยาว สำหรับการคงหรือลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลดีด้านจิตวิทยาต่อธุรกิจส่งออก ได้แก่ กลุ่มอาหาร เกษตร ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากถือว่าเป็นการส่งสัญญาณช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวชัดเจน
สำหรับในเรื่องผลการดำเนินงานนั้น ผมมี 2 ประเด็นที่วิเคราะห์ คือ 1) แนวโน้มผลการดำเนินงาน (Earnings Momentum) และ 2) การปรับประมาณการผลการดำเนินงาน (Earnings Revision)
แนวโน้มผลการดำเนินงาน คาดว่าเติบโตต่อเนื่อง
ผมประเมินว่าประเด็นในเรื่องแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 และ 4 ของไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นการชดเชยการชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกปี 2553 เนื่องจากปัจจัยการเมือง และกรณีมาบตาพุด ทั้งนี้การที่ทั้งสองปัจจัยดังกล่าวเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจให้กลับมาอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของหุ้นในกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว การขนส่ง และนิคมอุตสาหกรรม สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2553 คือ ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และน้ำท่วม แต่คาดว่าไม่กระทบต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อย่างมีนัยสำคัญ โดยในเบื้องต้นผมคาดว่า บจ.ในไตรมาส 3/2553 จะมีกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 1015% สำหรับกลุ่มธนาคารที่ส่วนใหญ่จะเริ่มประกาศผลการดำเนินงานในสัปดาห์นี้ ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ธนาคารที่มีกำไรสุทธิโดดเด่น ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) (แนะนำซื้อราคาเหมาะสม 21.70 บาท)
การปรับประมาณการ
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานนั้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นในระยะยาว แต่ในเรื่องการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธินั้นถือเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาหุ้นในระยะสั้น โดยจากรูปจะเห็นว่าผลการดำเนินงานของ บจ.ในตลาดหุ้นไทย ได้มีการถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือน พ.คต.ค. ปี 2552 ซึ่งส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นตาม หลังจากนั้นดัชนีเริ่มทรงตัว เนื่องจากการปรับเพิ่มประมาณการไม่ชัดเจน หลังจากนั้นดัชนีเริ่มกลับมาปรับขึ้นอีกครั้งตามการปรับเพิ่มประมาณการในช่วงเดือน มี.คมิ.ย. ปี 2553
แต่ในส่วนของการปรับเพิ่มประมาณการในช่วงตั้งแต่เดือน ก.ค.ปัจจุบันถือว่าน้อยลง แสดงให้เห็นว่าในระยะสั้นปัจจัยด้านเงินทุนไหลเข้ามีอิทธิพลมากกว่าผลการดำเนินงาน ดังนั้น การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2553 ที่กำลังจะทยอยออกมาในสัปดาห์นี้จนถึงกลางเดือน พ.ย. จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามว่ากำไรของ บจ.มีการปรับประมาณการขึ้นอีกหรือไม่
การปรับเพิ่มประมาณการล่าสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา
จากรูปซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณของ SCBS ในการติดตามการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนของนักวิเคราะห์ในตลาด (Consensus) พบว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีหุ้นที่ถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ได้แก่ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (HANA) บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART) ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ซึ่งหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ราคามีโอกาสปรับขึ้นเหนือตลาดในระยะสั้น
ทั้งหมดเป็นความเห็นของผมเองครับ







