
แบงก์ปักหมุด หนุนสตาร์ทอัพ
แบงก์พร้อมหนุนสตาร์ทอัพมีประสบ การณ์ทำงาน ไอเดียมากกว่าสร้างแอพพลิเคชั่น
โดย วารุณี อินวันนา
แบงก์พร้อมหนุนสตาร์ทอัพมีประสบ การณ์ทำงาน ไอเดียมากกว่าสร้างแอพพลิเคชั่น ด้านครีเอทีฟเวนเจอร์มุ่งลงทุนดีพเทค หวังผลตอบแทน 10 เท่า ใน 5-7 ปี
เปาว์ ศรีประเสริฐสุข เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ร่วมสนับสนุนและออกบูธกิจกรรม ในงาน Techsauce Global Summit 2018 ซึ่งงานนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและยกระดับระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี (Tech Ecosystem) ทั้งของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงเชื่อมโยงผู้ประกอบการทุกระดับ นักลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเชื่อมต่อไปยังธุรกิจสตาร์ทอัพและนักลงทุนจากทั่วโลก
สำหรับธนาคารมีโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ หรือ Bangkok Bank Innohub เพื่อให้การสนับสนุนด้านความคิด ความรู้ และการเงิน ให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตต่อไปได้
“ปีนี้เรายังจัดโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพเป็นปีที่ 2 ซึ่งปีแรกเรามีประสบการณ์มาแล้ว ก็จะนำมาปรับปรุงทำให้ดีขึ้น” เปาว์ กล่าว
เปาว์ กล่าวว่า ปีที่ 2 จะเน้นสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ทีมงานมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน เพราะจากสถิติจะสามารถปรับปรุงธุรกิจ และนำสิ่งต่างๆ มาผสมใช้ทำให้ธุรกิจดีขึ้น เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ทีมลักษณะนี้ค่อนข้างหายาก ส่วนใหญ่จะมีแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ แต่ไม่เคยทำงาน ทำให้ไม่มีประสบการณ์ในการนำสิ่งต่างๆ มาพัฒนาการทำงาน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ ทำให้ธุรกิจไปไม่รอด
“นี้คือปัญหาของสตาร์ทอัพที่เราจะต้องเข้าไปช่วยเพื่อให้เขาก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปให้ได้” เปาว์ กล่าว
กฤษณ์ พันธ์รัตนมาลา ที่ปรึกษาด้านการลงทุน บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ กล่าวว่า ในการเลือกสนับสนุนเงินทุนจะดูว่าสตาร์ทอัพนั้นต้องทราบว่าลูกค้าเป็นใคร จะเข้าไปขยายตลาดอย่างไร ได้ฐานข้อมูลลูกค้าจากที่ใด สามารถนำฐานข้อมูลลูกค้ามาทำการวิเคราะห์ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด และต้องมีจุดแข็งที่สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้
“เรามองหาสตาร์ทอัพที่เริ่มเดินได้แล้ว เมื่อเข้าไปเพียงช่วยจัดโครงสร้างองค์กร เป็นธุรกิจที่สามารถขยายตลาดได้ สามารถบริหารการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวได้ และเป็นสตาร์ทอัพที่สามารถทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ได้” กฤษณ์ กล่าว
ด้าน ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการบริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล กล่าวว่า วันนี้เริ่มมองหาสตาร์ทอัพที่ทำได้มากกว่าแอพพลิเคชั่น และธุรกิจสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดไปได้ในระยะยาว อาทิ กลุ่มที่ทำเอไอ หรือบล็อกเชน เพราะไทยมีเวลาเรียนรู้และพัฒนามาได้ระยะหนึ่งแล้ว
ปัจจุบันเทรนด์โลกมุ่งไปที่เทคโนโลยีชั้นสูง หรือ Deep Tech กันแล้ว สตาร์ทอัพไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การทำธุรกิจที่มีการก้าวหน้า
ขณะที่ ปุญธร สุทธิพงษ์ชัย ผู้จัด การหุ้นส่วน บริษัท ครีเอทีฟเวนเจอร์ กล่าวว่า บริษัทเป็นธุรกิจกองทุนร่วมลงทุน (CV) ในสตาร์ทอัพ ที่ตั้งอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ สหรัฐอเมริกา โดยเน้นลงทุนในสตาร์อัพที่ทำธุรกิจบนเทคโนโลยีชั้นสูง มีความซับซ้อน และเลียนแบบได้ยาก หรือ Deep Tech โดยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรในเทคโนโลยีนั้นๆ ครอบคลุม 3 อุตสาหกรรมใหญ่ๆ คือ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเฮลท์เทค และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง
ขณะนี้บริษัทได้ตั้งกองทุนกองที่ 2 วงเงินลงทุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,500 ล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนที่เป็นองค์กรเข้าร่วมลงทุนได้ โดยจะปิดกองในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
ทั้งนี้ มีแผนที่จะลงทุนอย่างน้อย 5-7 ปี ตั้งเป้าผลตอบแทนของกองทุนดังกล่าว 10 เท่า
“เราลงทุนที่ต่างประเทศทั้งหมด ไม่ได้ลงทุนในไทยเลย เพราะสตาร์ทอัพในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ยังไม่เห็นสตาร์ทอัพที่เป็น Deep Tech อาจจะมีบ้างในธุรกิจเครื่องดื่มแต่ยังเล็กมากๆ” ปุญธร กล่าว







