
พิชัยสงครามแห่งศตวรรษที่ 21
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2561 ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน หรือ State Information Center : SIC ได้เผยรายงานข้อมูล Big Data เกี่ยวกับโครงการ “One Belt, One Road : OBOR”
โดย กรประณม วงษ์มงคล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มตรวจสอบและกำกับ
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2561 ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน หรือ State Information Center : SIC ได้เผยรายงานข้อมูล Big Data เกี่ยวกับโครงการ “One Belt, One Road : OBOR” หรือ “เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21” โดยข้อมูลที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การเติบโตของมูลค่าการค้าปี 2560 ที่อยู่ที่ระดับ 1.44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโต 13.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีมูลค่าการค้ากับจีนภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว โดยคู่ค้าของจีน 10 อันดับแรก คือ เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งทั้ง 10 ประเทศนี้มีมูลค่าการค้าคิดเป็น 69% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างจีนกับประเทศตามเส้นทาง OBOR
แผนยุทธศาสตร์ของ OBOR นั้นมีความยิ่งใหญ่มาก ต้องการเชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจทั้งหมด 6 เส้นทาง โดยไทยมีความร่วมมือผ่านระเบียงเศรษฐกิจจีน-คาบสมุทรอินโดจีน (China-Indochina Peninsula Economic Corridor-CICPEC) ที่ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และ OBOR ยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์สำคัญของไทย และเมื่อไม่นานมานี้ Jack Ma ผู้นำ Alibaba ยักษ์ใหญ่แห่งตลาด E-Commerce ของจีนที่มีฐานผู้บริโภคชาวจีนจำนวนมหาศาลบน Platform ได้มาเยือนและมีความร่วมมือทางการค้ากับไทย ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าจีนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาดการค้าของไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม หากมองยุทธศาสตร์จีนจะเห็นว่าการเดินเกมเชิงรุกทางการค้าการลงทุนของจีนนั้น รัฐไม่ได้เพียงผลักดันให้ภาคเอกชนจีนออกไปบุกเบิกหรือลงทุนในต่างประเทศเพียงลำพัง แต่รัฐบาลจีนเองได้ช่วยกรุยทางหรือสร้างความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยหากโครงการ OBOR ประสบผลสำเร็จ จะเปรียบเสมือนการปูพรมแดงแก่ภาคธุรกิจและเอกชนจีนให้สามารถสร้างความยิ่งใหญ่ทางการค้าและการลงทุนอย่างที่ไม่มีประเทศไหนจะเทียบเคียงได้
เพราะ OBOR ถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่มีมูลค่าโครงการสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเชื่อมทั้งทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ด้วยเส้นทางทั้งทางบกและทางทะเล ครอบคลุมกว่า 65 ประเทศทั่วโลก ทำให้มีศักยภาพเชิงประชากรกว่า 4,500 ล้านคน หรือกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยมีจีนเป็นศูนย์กลางหลักของเส้นทางทั้งหมด
กล่าวได้ว่า หากธุรกิจระดับโลกสัญชาติจีนอย่าง Alibaba กำลังสร้าง Ecosystem เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกด้วย Platform การค้าและการเงิน รัฐบาลจีนเองก็กำลังสร้าง Ecosystem ด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิศาสตร์ครั้งสำคัญที่ถือเป็น Mega Change ด้วยเส้นทาง Logistics ทั้งทางบกและทางน้ำที่แผ่อิทธิพลลงใต้เข้ามาจนจรดขอบคาบสมุทรอินโดจีนอยู่เช่นกัน เพราะต้องการสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเพื่อครอบคลุมการค้าการลงทุนแห่งอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการ Logistics นี้จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับการค้าสำหรับโลกออนไลน์ (e-Commerce) เพื่อขนส่งสินค้าและบริการไปยังผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเชื่อมโยงมายังโลกการเงินด้วยระบบ e-Payment ที่ทันสมัย โดยทุกย่างก้าวของความสำเร็จ จะเป็นการการันตีขีดความสามารถของธุรกิจจีนที่จะสยายปีกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น และส่งผลให้จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มี GDP เป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ หรือเรียกได้ว่าจีนกำลังจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก
ด้วย Ecosystem ที่ประกอบด้วยพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกผ่านโครงการขนาดใหญ่อย่าง OBOR ทำนองเดียวกันกับสหรัฐที่เคยก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกได้ด้วยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และการแสดงศักยภาพด้วยการเข้าช่วยเหลือประเทศในยุโรปให้ฟื้นตัวภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านโครงการมาแชลนั่นเอง
ยุทธศาสตร์ของการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก ด้วย OBOR Ecosystem ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ อาจถูกบันทึกให้เป็นพิชัยสงครามแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เทียบได้กับยุทธวิธีการรบในตำนานอย่างพิชัยสงครามซุนวู แปรมาเป็นยุทธการความร่วมมือที่แฝงผลประโยชน์มหาศาล มีเดิมพันสูง ซึ่งรัฐบาลไทยเองก็ต้องมีการวางหมากเพื่อคว้าโอกาสนี้สร้างงาน เพิ่มฐานรายได้ให้กับคนไทยทุกคนอย่างสมน้ำสมเนื้อไม่น้อยหน้าประเทศอื่นเช่นเดียวกัน
หัวใจสำคัญ คือ การที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต้องยืนหยัดจับมือกันขี่คลื่นไม่ฝืนกระแส ร่วมกันตักตวงโอกาสสร้างความกินดีอยู่ดีให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้เงื่อนไขที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจของโลกในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อให้ท้ายที่สุด คนไทยจะสามารถเดินบนเส้นทางสายไหมในยุคดิจิทัล และพร้อมรับมือกับการที่ทวีปเอเชียจะก้าวขึ้นมามีบทบาทที่สำคัญบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ







