posttoday
ธุรกิจเครื่องดื่มกำลังเผชิญความท้าทาย

ธุรกิจเครื่องดื่มกำลังเผชิญความท้าทาย

29 พฤษภาคม 2561

ไตรมาส 2 ที่เป็นช่วงฤดูร้อนและคาบเกี่ยวฤดูฝน จึงมักไม่ใช่ฤดูกาลของหลายธุรกิจ

โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
ไตรมาส 2 ที่เป็นช่วงฤดูร้อนและคาบเกี่ยวฤดูฝน จึงมักไม่ใช่ฤดูกาลของหลายธุรกิจ ยกเว้นธุรกิจเครื่องดื่มและธุรกิจสื่อโฆษณาที่ถือว่าไตรมาส 2 เป็นฤดูกาลที่แทบจะเรียกว่าถึงจุดสูงสุดของธุรกิจ เนื่องจากฤดูร้อนทำให้เครื่องดื่มเย็นขายดิบขายดี และแน่นอนว่าแบรนด์ต่างๆ จะพยายามชิงพื้นที่สื่อในช่วงนี้ ผลประกอบการของทั้งสองกลุ่มในไตรมาส 2 จึงถือว่าโดดเด่นกว่ากลุ่มธุรกิจอื่น แต่ไตรมาส 2 ของปีนี้อาจเปลี่ยนไปสำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม เพราะถูกกระทบจากภาษีค่าความหวาน ภาษีสรรพสามิตของชาและกาแฟ และที่สำคัญเทรนด์ของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป
กำไร 1 หดตัว ยกเว้น SAPPE
กำไรในไตรมาสแรกปี 2561 ของผู้ประกอบการกลุ่มเครื่องดื่มในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 7 รายหดตัว 25% จากไตรมาส 4 ปี 2560 และ 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรปรับลงทุกราย ยกเว้นบริษัท เซปเป้ (SAPPE) ที่กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น
กลุ่มที่กำไรปรับลงที่สุด ได้แก่ กลุ่มน้ำผลไม้ และกลุ่มชากาแฟ เพราะถูกกระทบจากภาษีน้ำตาล ภาษีสรรพสามิตของชาและกาแฟ ซึ่งผู้ประกอบการที่เผชิญภาษีทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน เลือกที่จะขึ้นราคาขาย แต่ผลคือผู้บริโภคหายไปบางส่วน ทำให้ปริมาณการขายลดลง ในส่วนของผู้ประกอบการที่ส่งออกก็ถูกกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า สำหรับเครื่องดื่มชูกำลัง ส่วนแบ่งตลาดในประเทศหดตัวลงทั้ง
คาราบาว กระทิงแดง และ M150 ขณะที่สินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือเครื่องดื่มชูกำลังผสมโสม กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงขณะนี้ เรายังต้องติดตามต่อไปว่ากระแสความนิยมเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือเป็นเพียงกระแสแฟชั่น
SAPPE ดีกว่าคาดมาก
SAPPE รายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกเท่ากับ 117 ล้านบาท +50% จากไตรมาส 4 ปี 2560 +138.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าคาดมาก จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าคาด หากไม่รวมกำไรอัตราแลกเปลี่ยน 13 ล้านบาท จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 104 ล้านบาท +44% จากไตรมาส 4 ปี 2560 +142% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องได้น่าประทับใจดีสุดในกลุ่มเครื่องดื่ม การเติบโตสูง Y-Y ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อน จากปัญหาการสต๊อกสินค้าและเกิดเหตุน้ำท่วมที่อินโดนีเซีย ทำให้รายได้ส่งออกชะงักลงในปีก่อน
ปีนี้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติส่งผลให้รายได้รวมไตรมาสนี้เติบโตดี 13% จากไตรมาส 4 ปี 2560 และ 41% แม้จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ด้วยรายได้ที่เติบโตดีทั้งส่งออกและการขายในประเทศ กอปรกับมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 60-65% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสามารถขยับขึ้นมาอยู่ที่ 39.4% (ดีกว่าที่นักวิเคราะห์เราคาด) จาก 36.3% ในไตรมาส 1/2560 และ 37.6% ในไตรมาส 4/2560
ในขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ยังควบคุมได้ดีที่ 21.7% ลดลงจาก 24.9% ในไตรมาส 4/2560 และ 26% ในไตรมาส 1/2560 มีเพียงส่วนแบ่งจาก All Coco ที่พลิกเป็นขาดทุนราว 3 ล้านบาท จากกำไร 0.3 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2560 จากค่าซ่อมแซมและปรับปรุงเครื่องจักร แต่หลังจากนี้น่าจะได้เห็นพัฒนาการกำไรดีขึ้นต่อเนื่อง
คงกำไรและราคาเป้าหมาย
กำไรสุทธิไตรมาสแรกคิดเป็นสัดส่วน 27% ของประมาณการทั้งปี แนวโน้มกำไรของ SAPPE น่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นหน้าร้อน กอปรกับมีการออกสินค้าใหม่หลายรายการตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ อาทิ Beauti Jelly กลุ่มกาแฟเพรียว และ Healthy Snack น่าจะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ในประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงแผนการทำการตลาดในต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของรายได้ในปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เติบโต 12-15% เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 ไว้ที่ 438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% และคงราคาเป้าหมายที่ 29 บาท (อิงสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 20 เท่า) อย่างไรก็ตามราคาหุ้นในตลาดปรับตัวกระโดดขึ้นมาตั้งแต่วันที่บริษัทรายงานงบการเงินจนเริ่มใกล้เป้าหมาย แนะนำรอซื้ออ่อนตัว ทั้งนี้ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของ SAPPE จะดีกว่าครึ่งปีหลัง 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ