
สิ่งที่นักวิ่งควรรู้ (2)
หลังจากที่ครั้งก่อนกล่าวถึงอาการบาดเจ็บของกระดูกและข้อที่มีผลมาจากการวิ่งนั้น ครั้งนี้อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอาการทางกล้ามเนื้อ
โดย รศ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังจากที่ครั้งก่อนกล่าวถึงอาการบาดเจ็บของกระดูกและข้อที่มีผลมาจากการวิ่งนั้น ครั้งนี้อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอาการทางกล้ามเนื้อ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการวิ่งต่อเนื่องยาวนาน
ดังเช่นกรณี “ตูน บอดี้สแลม” ในกิจกรรมวิ่งการกุศลโครงการก้าวคนละก้าว ซึ่งได้รับการตรวจเลือดและพบค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อ ขึ้นสูงกว่า 4,000 U/L (โดยปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง 15-220 U/L) ค่าที่ขึ้นสูงเช่นนี้บ่งบอกถึงภาวะการสลายของกล้ามเนื้อที่ปนออกมาในเลือด
นักวิ่งที่ประสบปัญหากล้ามเนื้อสลาย หากรักษาไม่ทันท่วงทีหรือไม่ถูกวิธีก็อาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้สามารถสังเกตอาการเริ่มต้นได้จากสีของปัสสาวะ หากมีสีเข้มกว่าปกติ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น
การรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่งนั้น นักวิ่งและคนรอบข้างสามารถปฐมพยาบาลได้ง่ายๆ ด้วยการใช้หลัก “RICE” ได้แก่ “R” (Rest) การหยุดพักเมื่อเกิดการบาดเจ็บ “I” (Ice) การใช้น้ำแข็งประคบส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ความเย็นจะช่วยลดอาการบวมและความเจ็บปวดได้ “C” (Compression)การใช้ผ้ายืดพันกระชับส่วนที่บาดเจ็บไว้ และ “E” (Elevation) การยกอวัยวะที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายจะเยียวยาด้วยตนเอง ก็จะใช้การส่องกล้องรักษา เช่น อาการหมอนรองกระดูกฉีกบริเวณหัวเข่า พบได้มากในนักวิ่งทั่วไป แพทย์จะรักษาด้วยการส่องกล้องทำความสะอาดบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติภายใน 1 เดือน และกลับไปวิ่งหรือเล่นกีฬาได้ภายใน 3 เดือน แต่สำหรับอาการบาดเจ็บสาหัสที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด มักเกิดขึ้นกับนักกีฬาอาชีพมากกว่าคนทั่วไป
ยังมีข้อแนะนำเพิ่มเติมอีก 2-3 ประการ สำหรับผู้ที่สนใจการออกกำลังกายด้วยการวิ่งประเภทต่างๆ นั่นคือ การตรวจเช็กสุขภาพร่างกาย การทำความเข้าใจเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดที่ร่างกายจะรับได้ (Maximum Heart Rate)
โดยเราสามารถคำนวณได้จากสูตร MaxHR = 220-อายุ ตัวอย่างเช่นบุคคลอายุ 30 ปี จะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดอยู่ที่ 190 ครั้ง/นาที(bpm) ซึ่งการออกกำลังกายอย่างหนักควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ประมาณ 60-80% ของ MaxHR (ไม่เกิน 152 ครั้ง/นาที) เพื่อความปลอดภัย
อีกทั้งยังต้องเลือกประเภทและลักษณะการวิ่งที่เหมาะกับสภาพร่างกายและวัยของตนเอง รวมถึงการตรวจเช็กสภาพอากาศ และการเตรียมพร้อมของเครื่องแต่งกายและรองเท้าวิ่งด้วย







