
ท.ทหารอดออม เก็บเงินจากอนาคต
มีเงินเท่าไหร่ให้พอใช้หลังเกษียณ เป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับทุกสาขาอาชีพ แล้วต้องเก็บเงินในปัจจุบันเท่าไหร่จึงจะเพียงพอใช้สำหรับชีวิตหลังเกษียณ
โดย จักรพันธ์ นาทันริ
มีเงินเท่าไหร่ให้พอใช้หลังเกษียณ เป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับทุกสาขาอาชีพ แล้วต้องเก็บเงินในปัจจุบันเท่าไหร่จึงจะเพียงพอใช้สำหรับชีวิตหลังเกษียณ
ผศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า โครงการเงินออมจากอนาคตเป็นโปรแกรมและขั้นตอนที่ใช้หลักวิชาการมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยการสำรวจว่าทำไมกำลังพลของหน่วยแห่งนี้มีการออมที่น้อย ซึ่งค้นพบคำตอบ คือ การให้ความสำคัญกับปัจจุบัน
“คนทั่วไปให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต โดยไม่มองถึงเงินออมในอนาคต และมองว่าการใช้เงินในปัจจุบันนั้นประโยชน์จะเกิดขึ้นทันที เราจึงเปลี่ยนแนวความคิดในการออมเงินใหม่ โดยไม่ดึงเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันมาออมเพิ่ม เปลี่ยนมาเป็นดึงเงินจากอนาคตมาออมเพิ่มแทน หักจากส่วนเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมาออมเพิ่ม” ผศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ เริ่มต้นอธิบายถึง “โครงการเงินออมจากอนาคต” ซึ่งเริ่มนำร่องที่ กองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 หรือ ร.8 พัน 3 ค่ายสีหราชเดโชชัย จ.ขอนแก่น หน่วยกำลังรบหลักของภาคอีสาน
หลักการของโครงการเงินออมจากอนาคต แนวทางการดำเนินงานคือ เงินเดือนทหารทุกนายจะมีการปรับขึ้นปีละ 2 ครั้ง ประมาณ 4.0-4.5% จากฐานปัจจุบัน แล้วนำเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นมาเป็นเงินออม โดยออมในสัดส่วน 10-15-20% ของเงินเดือนที่ปรับขึ้น ซึ่งจะทำให้เมื่อเกษียณอายุราชการในอีก 20 ปีข้างหน้า เงินออมโดยวิธีนี้จะได้มากกว่าการออมแบบเดิม
“หน่วยนี้มีการบังคับออมขั้นต่ำจากสหกรณ์ของหน่วยคนละ 700 บาท/เดือน แต่จากข้อมูลย้อนหลัง 4-5 ปี พบว่าการออมขั้นต่ำก็ยังคงออมเท่าเดิม ทั้งที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี แม้จะออมทุกเดือนแต่ก็เป็นยอดเงินเดิม คือเดือนละ 700 บาท เราจึงเปลี่ยนแนวคิดในการออมเงินใหม่ ไม่ดึงเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันมาออมเพิ่ม เปลี่ยนมาเป็นดึงเงินจากอนาคตมาออมเพิ่มแทน หักจากเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นมาออมเพิ่ม เขาก็จะไม่รู้สึกเสียอะไร หากหักเงินออมจากอนาคตหรือเงินที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 10-15% ก็จะมีเงินออมวัยเกษียณประมาณคนละ 1 ล้านบาท ทำให้ทหารหน่วยนี้สนใจเข้าร่วมโครงการอย่างมาก และมีทหารหน่วยข้างเคียงประสานขอเข้าร่วมโครงการ หรือการจัดทำโครงการเฉพาะของแต่ละหน่วยเพิ่มขึ้นด้วย”
พ.ต.อนุชา มหาลีวีรัศมี นายประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ร้อย ประจำ ร.8 พัน 3 ในฐานะอดีตผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ร.8 พัน 3 กล่าวว่า กำลังพลที่เกษียณอายุราชการ หรือสมัครใจออกจากการรับราชการ มีเงินเก็บสะสมที่ค่อนข้างน้อย ถ้ายังคงใช้วิธีเดิมในการออมเงิน จะมีเงินเก็บไม่พอเพียงค่าใช้จ่ายในอนาคต
“การสร้างแรงจูงใจในการออม เริ่มต้นจากการชี้ให้เห็นว่าปัญหาในอดีตเกิดอะไรขึ้น ในอนาคตเราจะไปอย่างไร วิธีการนำเสนอ คือ การใช้รูปแบบกราฟที่หน่วยฯ ได้ประสานงานกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาแสดงให้กำลังพลทุกคนเห็นว่าถ้าใช้วิธีเงินออมแบบเดิม เมื่อเกษียณแล้วจะมีเงินเก็บเพียงแค่ 200,000-300,000 บาท แต่ถ้าเข้าร่วมโครงการออมเงินจากอนาคต ระยะการออม 20-30 ปี โดยเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายกำลังพลอายุน้อยที่เพิ่งเข้ารับราชการไม่นาน และเมื่อถึงวัยเกษียณจะมีเงินออมประมาณ 1 ล้านบาท”
พ.ต.อนุชา อธิบายว่า กองทัพบกจะขึ้นเงินเดือนให้กำลังพลปีละ 2 ครั้ง คิดจากฐานเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ปรับขึ้นเงินเดือน 4.5% จะเป็นจำนวน 675 บาท หากเก็บเพิ่ม 20% ของเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีจำนวนเพียง 135 บาท คงเหลือเงินเดือนที่ปรับขึ้นอีก 540 บาท ซึ่งจะได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่รู้สึกว่าเสียอะไร ไม่ต้องลดการบริโภคในปัจจุบัน เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นก็ยังได้รับเช่นเดิม เพียงแต่หักส่วนหนึ่งสมทบเงินออม ดังนั้น ทุกครั้งที่เงินเดือนเพิ่ม จำนวนเงินออมต่อเดือนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยในทุกๆ ปี จนถึงวันเกษียณอายุราชการก็จะมีเงินเก็บมากกว่าการออมแบบเดิม
ด้าน จ.ส.อ.พงศ์พันธ์ พงษ์จอหอ รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก ร.8 พัน 3 กล่าวว่า ได้เข้าร่วมโครงการโดยหักเงินที่เพิ่มขึ้น 15% ถ้าคำนวณอายุราชการที่เหลืออีก 20 ปี พอเกษียณจะมีเงินเก็บอยู่ที่ราวๆ 1 ล้านบาท แม้กองทัพบกจะมีการจัดทำโครงการออมเดิมคือ การออมของ กบข.และการออมของสหกรณ์ แต่การออมรูปแบบใหม่นี้เป็นเงินที่หักจากในอนาคต โดยไม่ได้รับผลกระทบจากรายรับที่มีอยู่และรายจ่ายที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อดีของการดำรงชีวิตในปัจจุบัน มั่นใจว่าในวัยเกษียณอายุราชการจะมีเงินเก็บหลักล้านบาทเลยทีเดียว
เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ สำหรับทหารหาญซึ่งจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณอายุราชการ







