
ในวงการพระ
เหตุการณ์ที่สะเทือนวงการผ้าเหลืองของเมืองไทยในคราล่าสุดที่อาจจำต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
โดย ดาบบุญ
เหตุการณ์ที่สะเทือนวงการผ้าเหลืองของเมืองไทยในคราล่าสุดที่อาจจำต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะกำลังของตำรวจกองปราบปราม ใจถึงบุกเข้าวัดพร้อมหมายจับ เพื่อเข้าไป “นิมนต์” พระสงฆ์ระดับชั้นพระพรหมรวม 3 รูป คือ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ สองพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่ทั้งหมดเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม และเข้าไปพัวพันคดีฟอกเงิน และการทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม
อีกด้านกำลังตำรวจก็เข้าไปถึงวัดอ้อน้อย อันเป็นวัดที่พระพุทธะอิสระจำวัด พร้อมเข้าจับกุมด้วยเช่นกันด้วยข้อหาระดับไม่ธรรมดา คือ อั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมพระปรมาภิไธย
และยังมีพระระดับเจ้าอาวาสและพระผู้ใหญ่อีกจำนวนหนึ่งที่ถูกออกหมายจับและหลบหนี โดยเฉพาะกับ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่หายตัวไปก่อนกำลังตำรวจจะถึงตัว
แต่ที่น่าตกใจคือ บัญชีธนาคารของพระพรหมสิทธิ ที่มีมูลค่าเงินถึง 132 ล้านบาท เมื่อหลักฐานที่ตำรวจตรวจพบถูกตีแผ่ให้สังคมได้เห็น คำถามที่ตามมาคือ เป็นพระทำไมถึงรวยระดับเศรษฐีของเมืองไทยได้ปานนี้
หรือในวัดหรือวงการพระสงฆ์ เป็นแหล่งบ่มเพาะเม็ดเงินเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ร่ำรวย เป็นสถานที่ที่มีช่องโหว่ให้คนทุจริตทั้งในคราบผ้าเหลืองหรือชุดไปรเวททั่วไปสามารถเข้ามากอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง
ดาบบุญไม่อาจปฏิเสธว่าสังคมจำต้องชื่นชมตำรวจในยุคนี้ แม้กระแสถาโถมถึงการปฏิรูป การทุจริตคอร์รัปชั่น การแก้ไขปัญหาในอนาคตจะทำให้ตำรวจเข้ารูปเข้ารอยทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ได้อย่างไรก็ตาม แต่การทำงานในการปราบปรามป้องกัน หรือการตามล่าคนทำผิดมาดำเนินคดี มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตำรวจชั่วยามนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแท้จริง
อย่างที่นายใหญ่อย่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประกาศก้องไว้ให้สังคมทั่วประเทศรับรู้ว่า ไม่ว่าใคร เมื่อทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดี
และพระสงฆ์ก็ไม่ต่างกัน เราจึงได้เห็นภาพการบุกเข้า “นิมนต์” พระระดับชั้นผู้ใหญ่ กระทั่งพนักงานสอบสวนกล้าถึงขนาดคัดค้านการประกันตัว และพระสงฆ์ที่อยู่ในคราบผ้าเหลืองมานาน ก็ต้องถูกถอดออกและเดินเข้าห้องขังอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผิดถูกอย่างไรอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม แต่ต้องยอมรับกันว่าทุกวันนี้พระสงฆ์ที่ไม่ใช่พระแท้ต่างมีในทุกระดับชั้น แม้ภายนอกจะเป็นพระที่สง่างาม เป็นที่น่าชื่นชมกราบไหว้ แต่ภายในจิตใจไม่อาจรู้ได้ว่าเข้ามาหาผลประโยชน์อย่างไร
ขณะที่พระเล็กพระน้อยบางส่วนก็จ้องจะหาประโยชน์เช่นกัน ดั่งที่เราจะเห็นข่าวคราวอยู่บ่อยครั้งในทุกปี ทั้งเสพยาเสพติด เสพเมถุน ทุจริต นั่นอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งพระก็คือมนุษย์ที่ยังมีโลภโกรธหลง มีความกระหายมีความต้องการ
แต่ที่เหนือกว่าคือเมื่ออยู่ในผ้าเหลืองแล้ว หากคุมจิตใจไม่ได้ไม่สามารถประพฤติตนให้สมกับวินัยสงฆ์ ก็ต้องสึกมาใช้ชีวิตปกติจะได้ไร้ซึ่งข้อครหา ไม่ทำให้พุทธศาสนาของประเทศต้องมัวหมอง
ท้ายสุดคือพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จะพุ่งไปในทิศทางใดหลังเกิดเหตุการณ์นี้
แต่ก็เชื่อได้สนิทใจว่า ชาวพุทธคงแยกแยะระหว่างพระดีและพระแท้แต่ไม่ดีได้แน่นอน







