
ตลาดหุ้นจะเริ่มฟื้นแล้ว
สัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ฉบับวันที่ 1-2 พ.ค. 2561 มีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม
สัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ฉบับวันที่ 1-2 พ.ค. 2561 มีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม
1.คณะกรรมการได้แสดงความคิดเห็นการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งต่อไปว่า “it would likely soon be appropriate” ซึ่งทำให้ตลาดมองว่านี่คือ การส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 12-13 มิ.ย. 2561
2.กรรมการเฟดมองการปรับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ (PCE) จนมาถึง 2% ได้อยู่ในวิถีที่จะมาบรรลุเป้าหมายของเฟดที่ 2% อย่างยั่งยืน โดยมีกรรมการหลายท่านมองเงินเฟ้อ แม้จะขึ้นเกินกว่า 2% ก็ไม่เป็นไร เพราะจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยเชื่อว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในระยะถัดไป
Fed Minutes ออกมาในโทน Dovish โดยเฉพาะประเด็นที่เฟดไม่ได้ตื่นตระหนกต่อเงินเฟ้อที่กำลังขึ้นผ่าน 2% ตรงนี้ ทำให้ตลาดผ่อนคลายและลดความกังวลว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 4 ครั้ง ซึ่งการคำนวณของ Fed Fund Futures โอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง ในปีนี้ ลดลงสู่ 26% จากวันก่อนหน้าที่ 39%
ติดตามการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ Core PCE ในวันที่ 31 พ.ค. 2561 และการรายงานอัตราว่างงาน การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ในวันที่ 1 มิ.ย. 2561 หากทั้งหมดไม่ได้เพิ่มจากเดือนก่อนอย่างมีนัยสำคัญเดือน เม.ย. Core PCE อยู่ที่ 1.9% อัตราว่างงาน 3.9% การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.64 แสนตำแหน่ง ตลาดจะลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐ น่าจะอ่อนตัวเป็นบวกต่อตลาดเกิดใหม่
ยังคงต้องระวังการดีดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ในช่วงใกล้ประชุม FOMC วันที่ 12-13 มิ.ย. ซึ่งนอกจากเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.75-2.00% การคาดการณ์ดอกเบี้ยของกรรมการเฟดในปีนี้อาจปรับขึ้นเป็น 2.375% (จากเดิมที่ 2.125%) และปีหน้าเป็น 3.125% (จาก 2.875%) สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 4 ครั้ง แต่จะเป็นแรงกระแทกครั้งสุดท้าย หลังการประชุม FOMC ตลาด ซึ่งได้รับรู้การขึ้นดอกเบี้ยแบบเต็มที่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ดังนั้น จึงไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ความเสี่ยงที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมีไม่มากนัก เนื่องจากในรัฐธรรมนูญส่วนของวุฒิสภา (มาตรา 107) ค่อนข้างเปิดกว้างเกี่ยวกับการเลือกกันเองในกลุ่ม การเลือกไขว้ หรือการคัดกรอง ทั้งหมดจะมีหรือไม่มีก็ได้
นอกจากนั้น ศาลยังมีคำสั่งนัดฟังคำตัดสินร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 30 พ.ค. 2561 ตรงกับที่ผมได้เคยคาดไว้ก่อนหน้าหลายครั้งว่าศาลจะนัดให้มาฟังในวันดังกล่าว โดยผมเชื่อว่า พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.จะไม่มีปัญหา ด้วยเพราะประเด็นที่ยื่นให้ศาลวินิจฉัยอยู่ในบทเฉพาะกาล หากขัดรัฐธรรมนูญสามารถที่จะตัดออกไปได้ โดยไม่กระทบต่อ พ.ร.ป.ทั้งฉบับ
ขั้นตอนต่อไปคือกระบวนการยื่นทูลเกล้าฯ ถวาย และรอการโปรดเกล้าฯ โดย พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.น่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมายในต้นเดือน ก.ย. ส่วน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.น่าจะภายในเดือน พ.ย. ถัดจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของ กกต.ใช้เวลา 150 วัน จัดการเลือกตั้ง หากใช้เวลาน้อยกว่าเกณฑ์และไม่ถึง 120 วัน การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ภายในไตรมาสแรกปีหน้า เมื่อภาพการเมืองชัดเจนถือเป็นซีรี่ส์ต่อเนื่องจากกำไรตลาดและอัตราเติบโตเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด มองทั้งหมดเป็นแรงดูดให้นักลงทุนต่างประเทศกลับมาอีกครั้ง ผลักดันดัชนีหุ้นไทย (SET Index) สู่ 1,898 จุด ในครึ่งปีหลัง
กลุ่มที่น่าจะตอบรับต่อการเลือกตั้งได้ดีที่สุดคือ รับเหมาก่อสร้างที่เริ่มมีประเด็นบวกหนุนการฟื้นตัวต่อเนื่อง : ตั้งแต่การขายซองโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา มูลค่า 2 แสนล้านบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการประมูลโครงการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 1 ปี ก่อนจะต่อเนื่องด้วยเดือน มิ.ย. จะมีการขายซองโครงการทางด่วนดาวคะนอง-พระราม 3 และการเร่งรัดโครงการ PPP Fast Track จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 4.5 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันตกและตะวันออก ทั้งหมดจะหนุนให้กลุ่มรับเหมาก่อสร้างฟื้นตัวต่อเนื่อง ทั้งเสาเข็ม PYLON ก่อสร้างขนาดใหญ่ STEC CK และอาคารสูง SYNTEC







