
รัฐช่วยเอกชน สินค้ากระดาษ แข่งขันตลาด
พาณิชย์ช่วยดั๊บเบิ้ลเอเพิ่มขีดความสามาถส่งออกกระดาษไปปากีสถาน หลังโต้แย้งจนได้ลดอัตราภาษีเอดีเหลือ 1.64%
พาณิชย์ช่วยดั๊บเบิ้ลเอเพิ่มขีดความสามาถส่งออกกระดาษไปปากีสถาน หลังโต้แย้งจนได้ลดอัตราภาษีเอดีเหลือ 1.64%
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ 1991 ได้ทำหนังสือขอบคุณมายังกระทรวงพาณิชย์ กรณีที่กรมได้ทำการติดตามและทักท้วงการประกาศเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้ากระดาษสำหรับงานพิมพ์และเขียนชนิดไม่เคลือบ (Certain Uncoated Writing/Printing Paper) ของปากีสถาน ที่ได้ประกาศเรียกเก็บอากรทุ่มตลาด (เอดี) ในอัตรา 14.25% ของราคา C&F กับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากบราซิล จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และไทย ซึ่งกรมได้หารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดและไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บอากรเอดีในอัตราดังกล่าว
“หลังจากที่กรมได้หารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดและไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บอากรเอดีอัตราดังกล่าว เพราะมองว่าไม่ถูกต้องตามหลักการเก็บ จึงได้ทำหนังสือทักท้วงไปยังคณะกรรมาธิการศุลกากรแห่งปากีสถาน (NTC) เพื่อโต้แย้งผลการไต่สวน” นายอดุลย์ กล่าว
ทั้งนี้ กรมได้ให้เหตุผลว่าการพิจารณาเรียกเก็บอากรเอดีจะเรียกเก็บเพิ่มขึ้นได้ เพียงแค่ใช้ขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะเกินกว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าการเรียกเก็บอากรเอดี จะทำได้แค่ขึ้นภาษีเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น จะเก็บมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะผิดกฎของความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) และขอให้พิจารณาปรับปรุงอัตราอากรเอดีใหม่ในอัตรา 1.64% ของราคา C&F และปากีสถานได้พิจารณาตามที่กรมเสนอไป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอัตราอากรเอดีทำให้สินค้าของไทยถูกเรียกเก็บลดลงจาก 14.25% ลงมาอยู่ที่ 1.64% ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ถูกเรียกเก็บอากรเอดีต่ำสุด ส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าดังกล่าวไปปากีสถานรายใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ได้เปรียบคู่แข่งขัน เช่น บราซิล ถูกเรียกเก็บ 35.93% จีน 21.90% ญี่ปุ่น 39.10% และอินโดนีเซีย ที่เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ถูกเก็บที่ 20.66% ส่งผลให้ขีดความสามารถแข่งขันไทยเพิ่ม







