
จับตาเจรจาดับไฟใต้ หลังการกลับมาของ ‘มหาเธร์’
ผลการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซีย และการที่ มหาเธร์บิน โมฮัมหมัด กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
โดย อับดุลเลาะ เบ็ญญากาจ
ผลการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซีย และการที่ มหาเธร์บิน โมฮัมหมัด กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ย่อมมีนัยต่อสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ อย่างน้อย 2 ประการ ด้านหนึ่งในฐานะที่มหาเธร์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นการพูดคุยเพื่อสันติภาพ อีกประการหนึ่งคือ
มหาเธร์จะเปลี่ยนแปลงบุคลากรของมาเลเซียซึ่งทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกแก่กระบวนการพูดคุย ซึ่งรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แต่งตั้งมาหรือไม่
พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การพูดคุยเป็นนโยบายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ การเปลี่ยนรัฐบาลถือว่ามีผลกระทบบ้างแต่ก็ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ของประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้ติดตามการแถลงนโยบายใหม่ของรัฐบาล เชื่อว่าแนวทางการพูดคุยเป็นแนวทางสันติวิธีสากล โลกยอมรับรัฐบาลไหนก็ควรที่จะดำเนินการ
“เชื่อว่ารัฐบาลใหม่ย่อมดำเนินวิธีที่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่มีปัญหาอะไร แนวทางนี้เป็นแนวทางสันติวิธี โลกก็ได้สนับสนุนวิธีนี้ และเพื่อความมั่นคงในภูมิภาคและประชาชนทั้งสองประเทศ”
ด้าน พล.อ.กสิกร คีรีศรี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังผสมพลเรือนทหารตำรวจ (พตท.) มองว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านอาจส่งผลบ้างต่อกรณีการพูดคุย จึงอยากแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องควรคุยทางลับมากกว่า เพราะคุยในลักษณะเปิดเผยจะทำให้ฝ่ายที่คิดเห็นต่างออกมาเคลื่อนไหวเรื่อยๆ เพื่อแสดงอำนาจต่อต้านกับแนวทางที่มีการพูดคุยจนไม่สิ้นสุด
ขณะที่ภาคประชาชน รักชาติ สุวรรณ ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่า ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะว่าไทยกับมาเลเซียก็ยังเห็นความสำคัญอยู่ แต่ที่น่าจับตา ก็คือ ในส่วนของผู้อำนวยความสะดวกและผู้ดำเนินการของมาเลเซียนั้นจะยังเป็นคนเดิมหรือไม่ แต่คิดว่าทุกฝ่ายยังคงเชื่อมั่นในเรื่องของความสำคัญ มีความเชื่อมั่นว่าทางมาเลเซียจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป
ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงและจับตาอีกประเด็น ก็คือ คนไทยที่อยู่ในมาเลเซียซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น คนเชื้อสายไทยซึ่งกลายเป็นคนสัญชาติมาเลย์หลังการเสียดินแดนให้อังกฤษตั้งแต่รัชกาลที่ 5
“คนไทยที่อยู่ที่นั่นมานานไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของประชากรมาเลเซีย เพียงแต่จุดที่เขาอยู่อาจจะทำให้การพัฒนาล่าช้า เพราะอยู่ในโซนที่มีการสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน”
รักชาติยังมองไปถึงกลุ่มผู้เห็นต่างซึ่งเคลื่อนไหวและพักพิงอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเขาเห็นว่า อาจจะได้รับผลกระทบจากรัฐบาลใหม่ของมหาเธร์
“ในส่วนของกลุ่มขบวนการที่อยู่ที่นั่น รัฐบาลชุดใหม่ถ้าเขาเอาจริงเอาจังในเรื่องของติดตาม ก็ถือว่ามีผลกระทบบ้าง แต่ถ้าเขาเข้ามาร่วมในเรื่องของการพูดคุย อาจจะมีกรอบมากขึ้นก็อาจทำให้คนที่อยู่ในบัญชีเข้ามีส่วนร่วมในการพูดคุยมากขึ้น”
ด้าน อนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็มองว่า นโยบายของรัฐบาลใหม่มาเลเซีย คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยน เพราะสันติภาพความมั่นคง อยู่ดีกินดี ไม่ว่าพรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเห็นความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านและเป็นกลุ่มอาเซียนด้วยกัน คิดว่านโยบายต่างๆ ของมาเลเซียต่อไทยไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้มาถึงจุดสำคัญที่น่าจับตาอีกครั้ง เพราะอาจเป็นจุดพลิกเปลี่ยนที่สำคัญต่อไป







