posttoday
ลดน้ำหนัก หุ้นพลังงานทดแทน

ลดน้ำหนัก หุ้นพลังงานทดแทน

12 พฤษภาคม 2561

ยังคงเป็นความสับสนเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนในธุรกิจพลังงานของประเทศไทยอย่างมากแม้ว่าล่าสุด สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม

ยังคงเป็นความสับสนเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนในธุรกิจพลังงานของประเทศไทยอย่างมากแม้ว่าล่าสุด สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จากการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในเรื่องการทบทวนนโยบายชะลอรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งทางรัฐมนตรีพลังงานระบุว่า จะเปลี่ยนการสนับสนุนเป็นการรับซื้อไฟฟ้าเฉพาะโรงงานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่ราคาขายต่ำกว่า หรือเท่ากับ Grid Parity และต้องเป็น Firm ที่รับซื้อไม่จำกัดเพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟกับประชาชนและจะไม่รวมโรงไฟฟ้าขยะ

อย่างไรก็ตาม ผลจากความไม่แน่นอนในเรื่องของนโยบายด้านพลังงานทดแทนได้ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มบริษัทที่ทำอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนให้ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งบางบริษัทไม่สามารถทนเห็นราคาหุ้นที่ดำดิ่งลงมาได้ จึงได้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนอย่างบริษัท กันกุล (GUNKUL) ใช้เงินประมาณ 1,000 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้นคืน

นอกจากนี้ ยังได้หันไปลงทุนพลังงานทดแทนในต่างประเทศ รวมถึงการหันไปลงทุนในการร่วมมือกับเอกชนในการทำโซลาร์รูฟบนหลังคาโรงงานแทน

“โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์” ประธานกรรมการบริหาร GUNKUL กล่าวว่า บริษัทได้หันไปให้ความสำคัญในการทำงานในส่วนของภาคเอกชนมากขึ้น เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพราะนอกจากมีต้นทุนต่อเมกะวัตต์ถูกกว่าโซลาร์เซลล์ภาครัฐแล้วยังสร้างความแน่นอนด้วย เพราะไม่ต้องรอในเรื่องของนโยบายที่มีความไม่แน่นอนสูง

“ต้องยอมรับว่านโยบายด้านพลังงานบ้านเรามีความไม่แน่นอนสูงบริษัทจึงหันไปสนใจงานของภาคเอกชนมากกว่าอีกทั้งปัจจุบันการแข่งขันรุนแรงมาก ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นที่จะเกิดขึ้นไม่มากและต้นทุนสูง รวมถึงหันไปลงทุนพลังงานในต่างประเทศ”

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า การที่กระทรวงพลังงานจะยังรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2561-2565) แต่เปลี่ยนนโยบายมาเลือกรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่ราคาขายต่ำกว่าหรือเท่ากับราคาที่รับซื้อจากสายส่งคือ ในอัตรา 3.6 บาท/หน่วย

เมื่อเทียบกับราคาขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ในอดีตที่ 5.66 บาท/หน่วย และล่าสุดที่ 3.66 บาท/หน่วย สำหรับโครงการ SPP Hybrid Firm 300 เมกะวัตต์ ราคาขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมเฉลี่ยอยู่ที่ 6 บาท/หน่วย สะท้อนให้เห็นว่าจากนี้ไปผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ของโครงการที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าในอนาคตจะลดลง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย ASP ประเมินว่า การเติบโตของกลุ่มพลังงานทดแทนจำกัดมากขึ้น แม้ภาครัฐยืนยันจะเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการจะสนใจเข้าร่วมประมูลลดลงเมื่อเทียบกับอดีต

ขณะที่ภาพรวมกลุ่มพลังงานทดแทนยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทน 8,600 เมกะวัตต์ คิดเป็น 43.9% ของกำลังการผลิตตามแผนพัฒนา

ด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับปี 2558-2579 ที่ 1.96 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งเป็นแผนระยะยาวกว่า 20 ปี จึงเหลือกำลังการผลิตอีกราว 1.1 หมื่นเมกะวัตต์ ในระยะเวลา 19 ปี คิดเป็นกำลังผลิตที่จะเกิดขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 580 เมกะวัตต์เท่านั้น

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2018) คาดแล้วเสร็จเดือน ก.ย. 2561 จะเน้นไปที่การจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการใช้ โดยคำนึงถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและราคาขายไฟฟ้าที่ไม่เป็นภาระ
ของประชาชน ฝ่ายวิจัยฯ จึงมีแนวโน้มปรับลดคำแนะนำกลุ่มพลังงานทดแทน เป็น “น้อยกว่าตลาด” จากเดิม “เท่ากับตลาด”

ขณะที่บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH) โชว์ผลดำเนินงาน ไตรมาสแรกของปี 2561 มีรายได้รวม 342.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.85 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 45.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 235.83 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 81.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.37 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.2% เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 63.92 ล้านบาท

“รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยหนุนในโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ COD อยู่จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE) โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) โรงไฟฟ้าชีวมวล
ทุ่งสัง กรีน (TSG) โรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) กำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างทั้งสิ้น 49 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทั้งสิ้น 10 เมกะวัตต์ รวมโครงการทั้งสิ้น 119 เมกะวัตต์ บริษัทตั้งเป้าหมายมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มเป็น 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะรวมเป็น 50 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ