
น้ำมันขาขึ้น ยังไม่กระทบเศรษฐกิจ
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเป็นขาขึ้นนี้
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเป็นขาขึ้นนี้ จะสร้างแรงกดดันต่อการบริโภคภาคครัวเรือน ถึงราคาจะขยับขึ้นอย่างช้าๆ แต่โดยรวมก็จะบั่นทอนความสามารถในการบริโภคที่แทบไม่มีการขยายตัว เห็นได้จากดัชนีค้าปลีกรายเดือนที่เติบโตน้อยมาก เป็นผลจากรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะภาคเกษตรลดลงจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ดังนั้น หากราคาน้ำมันขาขึ้นจะทำให้รายจ่ายครัวเรือนสูงขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคอาจจะลดลงได้และเกิดผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ จึงต้องติดตามว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะขึ้นไปสูงสุดถึงจุดใด แต่เชื่อว่าไม่น่าจะสูงเกิน 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพราะการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกจากปัญหาความวิตกกังวลต่อท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ต่อการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ เชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรงจนทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นมากเหมือนในปี 2012 ในรอบนี้ราคาน้ำมันน่าจะปรับขึ้นอยู่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์/บาร์เรล หากอิหร่านลดการส่งออกน้ำมันก็จะมีกลุ่มประเทศอื่นผลิตน้ำมันทดแทนดึงให้ราคาไม่ปรับสูงจนน่าเป็นห่วง
“หากราคาน้ำมันขึ้นสูงเกิน 80 ดอลลาร์ก็จะต้องกลับมาทำคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ใหม่ แต่ในขณะนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น” เชาว์ กล่าว
ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันมาใช้คิดเป็น 9-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หากราคาน้ำมันสูงขึ้นก็จะเสียประโยชน์บ้าง แต่แรงกดดันต่อเงินเฟ้อยังไม่สูงมากเพราะราคาน้ำมันมีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ไม่ถึง 10% หากราคาน้ำมันขึ้นไปไม่เกิน 80 ดอลลาร์/บาร์เรล อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจจะสูงขึ้น แต่โดยรวมเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-1.1%
“อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมา 5-8 ไตรมาสแล้ว แต่เงินเฟ้อเราก็ยังต่ำมาก และยังไม่ได้สูงจนเกินเป้าหมาย จนทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องขยับดอกเบี้ยขึ้น เพราะ กนง.พิจารณาจากหลายปัจจัยไม่ใช่แค่เงินเฟ้อ แต่ดูเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ดูในด้านอื่นๆ ประกอบด้วย” ยรรยง กล่าว
ยรรยง กล่าวว่า แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่มีผลกระทบจากราคาน้ำมันมากนัก แต่ในระดับครัวเรือนอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ขณะนี้รัฐบาลยังมีเครื่องมือในการช่วยดูแลกลไกราคาอยู่ คือ เงินกองทุนน้ำมัน ที่สามารถนำออกมาใช้ชะลอการขึ้นราคาที่รวดเร็วของราคาน้ำมันได้ และหากจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนก็ควรจะช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนก่อน
ทางด้านธนาคารทหารไทย ออกรายงานเศรษฐกิจระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดเดือน เม.ย.ที่ระดับ 1.07% กลับสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ที่ 1-4% แล้ว โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะในหมวดคมนาคมขนส่งและหมวดอาหารสด แต่สาเหตุหลักของเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นก็คงหนีไม่พ้นราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ที่นอกจากจะกระทบค่าครองชีพด้านคมนาคมขนส่งโดยตรงแล้ว ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจอีกด้วย โดยล่าสุดน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 75.9 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว จากเฉลี่ยที่ 52 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้จะมีแรงกดดันจากการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาน้ำมันดิบยังมีแรงหนุนจากการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ประกอบกับความไม่แน่นอนจากการหาข้อตกลงระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่อาจทำให้อุปทานน้ำมันจากอิหร่านลดลงได้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย TMB Analytics มองว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยที่ 68 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงครึ่งปีหลัง สูงกว่าราคาเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 20%
จากปัจจัยราคาน้ำมันและค่าแรงที่่ปรับขึ้น ทำให้ธนาคารคาดว่าในปี 2561 เงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยที่ 1.1% และเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยที่ 0.7% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่กลับสู่กรอบเป้าหมายแล้ว ประกอบกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี นำโดยการส่งออก ท่องเที่ยว และบริการ รวมทั้งการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องของอุปสงค์ในประเทศ จะเป็นแรงสนับสนุนให้ ธปท.สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อเก็บกระสุนไว้รับมือวิกฤตต่างๆ ที่อาจมากระทบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเตรียมบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้







