
สังเวียนอารมณ์
บีบแตรรถแค่หนึ่งที ชีวิตก็อาจดับดิ้นได้บนท้องถนน
โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ
บีบแตรรถแค่หนึ่งที ชีวิตก็อาจดับดิ้นได้บนท้องถนน
ไม่อาจปฏิเสธว่าทุกวันนี้บนท้องถนนของเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ มันคลาคล่ำไปด้วยรถรามหาศาล กระแสการจราจรไม่ไหลลื่นก็ส่งผลให้คนพร้อมจะปะทุอารมณ์เดือดต่อกันได้ง่ายๆ
และก็ไม่อาจปฏิเสธอีกเช่นกันว่า เรื่องอารมณ์บนท้องถนนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่มันเกิดคู่กับท้องถนนของไทยมาหลายปีดีดัก
สังคมรู้ คนขับคนขี่รู้ แต่เรื่องอารมณ์มันห้ามปรามกันได้ยากยิ่งจริงๆ
การเบียดเสียดกันบนท้องถนนเพื่อช่วงชิงจังหวะการเดินทาง บ่อยครั้งกลายเป็นเรื่องเอารัดเอาเปรียบกันจนดูเหมือนว่าเป็นเรื่องสามัญปกติที่ใครก็ทำกัน
แต่บ่อยครั้งเพราะความเคยชินที่ว่าก็นำไปสู่การ “ไม่ยอม” ให้แก่กันบนท้องถนน จนนำไปสู่การ “เอาคืน” หรือเลยเถิดไปเป็นการวางมวยบนท้องถนน หรือหนักเข้าจนควักอาวุธใดๆ ที่มีหมายจะเอาชีวิตกันก็ยังเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
และแน่นอนว่าอารมณ์คือตัวแปรสำคัญบนท้องถนนที่จะทำให้ผู้บังคับใช้มัน หรือคนที่เป็นเจ้าของมัน จะขับรถได้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย หรือจะแวะเวียนมีเรื่องมีราวกันก่อนแน่
วันก่อนผมขับรถบนท้องถนนใจกลางเมืองกรุง หมายใจจะเลี้ยวซ้ายที่แยกไฟแดง ซึ่งมีป้ายกำกับเขียนไว้ชัดเจนว่าผ่านตลอด แต่ข้างหน้าผมคือรถยนต์อีกสองคัน คันหน้าสุดจอดขวางในเลนซ้ายสุด ขณะที่คันต่อมาเปิดไฟเลี้ยวซ้ายแต่เดินหน้าต่อไม่ได้เพราะติดคันแรก เสียงแตรครั้งแรกจากรถยนต์คันหน้าผมก็ถูกบีบ คงหวังว่าจะให้รถยนต์ที่ขวางอยู่ออกจากเลนส์เลี้ยวซ้าย เพื่อเปิดทางให้เดินหน้า
แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ กลับมา
ตัวเลขวินาทีนับถอยหลังเหลืออีกราว 45 วินาทีก่อนที่แยกนั้นจะไฟเขียว แต่เสียงบีบแตรก็ดังอีกครั้งและครานี้ดังขึ้นราว 3-4 ที เพียงเท่านั้นก็ทำให้รถยนต์คันหน้าสุดซึ่งคนขับรถเปิดประตูออกมา
ผมเผยอหน้าไปดูก็เห็นเขามาพร้อมกับใบหน้าที่โกรธขึ้งพอสมควร ส่วนคนขับที่บีบแตรก็พร้อมลงจากรถเช่นกัน เมื่อประจันหน้า ความดุเดือดบนท้องถนนก็บังเกิด
ผมพอได้ยินการยืนด่าทออยู่ราวไม่ถึง 1 นาที คำต่างๆ สบถใส่กันอย่างเต็มที่เหมือนกับโกรธกันมาแต่ชาติปางก่อน หรือเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาแสนนาน
และท้ายสุดก็จบลงด้วยการประเคนหมัดเท้าเข่าศอกหรือทุกอย่างเข้าใส่กัน
ผู้คนรอบข้างที่ใช้ถนนร่วมกันต่างบีบแตรให้มวยคู่นี้หยุดลงเสียที ผู้โดยสารในรถทั้งสองคันที่เป็นคู่กรณีกันก็ต่างลงมาห้ามปรามเพื่อช่วยหย่าศึกกับทั้งสอง
สุดท้ายตำรวจจราจรก็ต้องมาเคลียร์ให้ แต่ผลที่ตามมาคือรถมันยิ่งติดหนักกว่าเดิม จากที่ตั้งใจรออีก 45 วินาทีจะได้เดินทางต่อ กลายเป็นว่าหลายคันหลายคนต้องติดแหง็กอยู่ตรงนั้นอีกราว 20 นาทีเห็นจะได้
จริงหรือไม่ว่า การกลืนความเจ็บ การข่มความโกรธ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ ที่สถานการณ์มันบีบบังคับให้คุณต้องอดทน
กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถจะตัดสินได้ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่เหนืออื่นใดแน่ว่าอารมณ์คือตัวแปรสำคัญสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
หากพี่คนขับคันแรกเดินลงจากรถ แล้วพูดจาขอโทษเพราะเข้าผิดเลน เรื่องคงไม่บานปลาย
หากพี่อีกคนไม่บีบแตร และรออีก 45 วินาที ก็คงได้กลับบ้านหรือถึงจุดหมายอย่างไร้ปัญหา
และหากผลที่ว่าเกิดขึ้นจริง รถราอีกหลายคันก็ไม่ต้องติดแหง็กอยู่ที่เดิม พี่ตำรวจจราจรก็ไม่ต้องมาห้ามปรามหย่าศึกนี้
อารมณ์ล้วนๆ ที่จะเป็นตัวแปรสำหรับผลลัพธ์ใดๆ ที่จะตามมา
สิ่งที่สอนได้อย่างชัดเจนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ คุม (อารมณ์) มันไว้ได้ ก็คุมสถานการณ์และผลลัพธ์ได้ทันที







