posttoday
พื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กไทยเรียนรู้

พื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กไทยเรียนรู้

06 พฤษภาคม 2561

ปิดเทอมเป็นช่วงเวลาว่างของเด็กเยาวชนและเป็นเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหากิจกรรมหรือสถานที่เพื่อรองรับบุตรหลานเมื่อต้องออกจากการดูแลของรั้วสถานศึกษาชั่วคราว

โดย นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม  ผอ.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ปิดเทอมเป็นช่วงเวลาว่างของเด็กเยาวชนและเป็นเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหากิจกรรมหรือสถานที่เพื่อรองรับบุตรหลานเมื่อต้องออกจากการดูแลของรั้วสถานศึกษาชั่วคราว   
แม้ว่าที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน แต่ยังพบช่องว่างในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากสถิติความสูญเสียในกลุ่มเด็กและเยาวชน 10 ปีย้อนหลังจากข้อมูลของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ช่วงเวลาปิดเทอมในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. เป็นช่วง 3 เดือนอันตรายที่เด็กและเยาวชนไทยเสียชีวิตสูงสุด 30-35% เมื่อเทียบกับการตายตลอดทั้งปีของเด็กและเยาวชน โดยความสูญเสียในกลุ่มเด็กเล็กช่วงอายุ 4-12 ปี อันดับ 1 จากสาเหตุการจมน้ำตายด้วยอุบัติเหตุ และตกจากที่สูง ส่วนกลุ่มวัยรุ่น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุ ไม่สวมหมวกกันน็อก  
ล่าสุด สสส.ได้ร่วมกับชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน ทำการสำรวจการใช้เวลากับกิจกรรมยามว่างของเยาวชน ในหัวข้อ “ปิดเทอมนี้เด็กเยาวชนอยากทำอะไร” ในเดือน มี.ค. 2561 สำรวจเด็กเยาวชนและผู้ปกครองระดับประถมศึกษา-อุดมศึกษา จำนวน 1,760 ตัวอย่าง พบสถานการณ์ที่น่าสนใจคือ กิจกรรมที่เด็กเยาวชนตั้งใจจะทำในช่วงปิดเทอม อันดับ 1) คือ เล่นมือถือ อินเทอร์เน็ต 71% โดยเนื้อหาที่ชอบเข้าไปมากที่สุดคือ ขายของออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก 2) ไปเที่ยวต่างจังหวัด 53% 3) หางานพิเศษทำ 46% 4)เดินห้าง 44% และ 5) เรียนพิเศษ 43%
เช่นเดียวกับความกังวลใจของผู้ปกครองต่อเด็กเยาวชนในช่วงปิดเทอมมากที่สุด คือ เรื่องการติดเกม 24% ตามด้วยการคบเพื่อน การมั่วสุม แว้น 23% และยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด 17%
อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนก็อยากจะมีกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์มากกว่าการอยู่บนหน้าจอ โดยกิจกรรมที่เด็กเยาวชนสนใจอยากเข้าร่วมอันดับ 1 คือ กิจกรรมท่องเที่ยว 23% โดยสถานที่ที่สนใจ คือ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ตามด้วยกิจกรรมกีฬา 18% เรียนพิเศษ 15% เข้าค่าย 12% โดยค่ายที่สนใจ คือ ค่ายภาษาอังกฤษ ค่ายอนุรักษ์ ค่ายจิตอาสา และหางาน
ทำพิเศษ 11% ตามร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า
นั่นก็สะท้อนว่า หากมีทางเลือกที่น่าสนใจ เด็กและเยาวชนก็ไม่อยากใช้เวลาไปกับหน้าจอเช่นเดียวกัน คำถามที่ตามมาคือ พื้นที่ปลอดภัยสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้มีมากน้อยเพียงใด
หากวิเคราะห์จากพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์ สื่อสร้างสรรค์ในความเห็นของเด็กและเยาวชน จากผลสำรวจของยูรีพอร์ต ทำการสำรวจเด็กและเยาวชนจำนวน 1,882 คน ในช่วงเดือน ธ.ค. 2560-ม.ค. 2561 พบว่า เยาวชนเกือบครึ่งหนึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ค่อยปลอดภัย และ 35% คิดว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย และ 12% มองว่าไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากไม่ทราบช่องทางการเข้าถึง โดยพื้นที่สร้างสรรค์ในความหมายของเยาวชนคือ พื้นที่เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ทั้งนี้ข้อเสนอของเด็กและเยาวชน 42% อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กเยาวชนมากที่สุด โดยเด็กเยาวชน 1 ใน 3 อยากมีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ สร้างสรรค์หรือปลอดภัยในชุมชนต่างๆ มากที่สุด 
ช่วงเวลา 3.5 เดือน จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทุกคนมองเห็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้เด็กเยาวชน 13 ล้านคน
สำหรับช่วงเวลาปิดเทอมที่ผ่านมานี้ สสส.จึงร่วมกับองค์กรภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม โดยมองเห็นโอกาสช่วงปิดเทอม ในการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ค้นหาแววในการทำงาน ตลอดจนความสุขในการเรียนรู้สู่โลกกว้าง เพื่อเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมในมิติสุขภาพกาย จิตใจ สังคม และปัญญา จึงร่วมกันสนับสนุนให้เกิด “กิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์” ให้เกิดการกระจายในทุกภูมิภาค โดยกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์จะถูกรวบรวมไว้ที่เว็บไซต์ปิดเทอมสร้างสรรค์ดอทคอม (www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com) เพื่อให้เด็กเยาวชนและผู้ปกครองได้เข้าถึงข้อมูล และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยทุกกลุ่มได้มี โอกาสเข้าถึงกิจกรรม แหล่งเรียนรู้ และพื้นที่อย่างสร้างสรรค์

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ