
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (63)
ความตามพระประสงค์ของกรมพระราชวังบวรฯ เป็นเนื้อความ 10 ข้อนี้
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ความตามพระประสงค์ของกรมพระราชวังบวรฯ เป็นเนื้อความ 10 ข้อนี้ ได้ส่งมายังเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี เมื่อได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว โปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และเสนาบดีทั้งหลาย ประชุมปรึกษาหารือกัน นำคำประนีประนอมมาพิจารณาว่า ข้อความใดบ้างที่ควรจะยอมทำถวายตามพระประสงค์ของกรมพระราชวังบวรฯ ได้บ้าง
สมเด็จเจ้าพระยาฯ ซึ่งในขณะนั้นได้ไปพำนักอยู่ที่เมืองราชบุรี ก็ได้เดินทางมาร่วมประชุมกับคณะผู้จัดทำคำประนีประนอม เมื่อที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันที่จะตอบข้อประนีประนอมของกรมพระราชบวรฯ แล้วก็นำคำประนีประนอมนั้นเสนอต่อกรมพระราชวังบวรฯ โดยพระบรมราชานุญาตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนี้
“...พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ แลสมเด็จเจ้าพระยากับท่านเสนาบดีซึ่งได้ลงชื่อท้ายหนังสือนี้ปรึกษาพร้อมกันทำคำประนีประนอมถวายกรมพระ ราชวังบวรสถานมงคล ด้วยการที่ได้เสด็จลงไปประทับอยู่ในบ้านกงสุลเยนเนราลอังกฤษครั้งนี้ เพราะมีความสะดุ้งพระทัยหวาดหวั่นด้วยการระวังพระองค์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ได้ทราบทุกประการแล้ว ที่เสด็จละทิ้งพระราชวังซึ่งเป็นวังราชอิสริยยศลงไปอาศัยอยู่บ้านกงสุลเยนเนราลอังกฤษดังนี้ ไม่ควรแก่ขัตติยราชตระกูลราษฎรแลลูกค้าไทยจีนชาวต่างประเทศทั้งปวงก็เป็นที่หวาดหวั่นครั่นคร้าม ไม่รู้จะมีเหตุร้ายอันตรายกับบ้านเมืองประการใด การค้าขายของลูกค้าก็ร่วงโรยไปเป็นอันมาก ข้าพเจ้าที่ได้ลงชื่อในหนังสือนี้ขอให้เสด็จกลับขึ้นมาประทับอยู่ในพระราชวังบวรฯ คงเป็นที่พระราชวังบวรฯ ตามเดิม การข้างหน้าต่อไป เหตุร้ายอันตรายสิ่งใดที่
จะบังเกิดขึ้น ข้าพเจ้าผู้ที่ได้ลงชื่อในหนังสือนี้จะรับประกันตามความที่เป็นยุติธรรม มิให้มีเหตุอันตรายสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มิได้เป็นยุติธรรมนั้นบังเกิดแก่พระองค์ได้ ขอให้ทรงดำริถึงราชตระกูลและแผ่นดิน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็นปฐมบรมกษัตริย์ที่ได้สืบสันตติวงศ์ดำรงตระกูลต่อเนื่องกันมาจนถึงแผ่นดินปัจจุบันนี้ให้จงมาก จึงจะสมควรกับขัตติยราชตระกูล ถ้าทรงเห็นชอบยอมที่เสด็จกลับมาประทับอยู่ในพระราชวังบวรฯ ตามเดิมแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายจะทำหนังสือประนีประนอมเป็นเนื้อความ 4 ข้อ ถวายให้เป็นที่ไว้วางพระทัย จะมิให้เป็นที่หวาดหวั่นสะดุ้งสะเทือนต่อไป แลหนังสือประนีประนอม 4 ข้อนั้น
1.ว่าให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงประพฤติพระราชอิสริยยศตามอย่างกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งได้เป็นมาแต่ก่อนทุกประการ ไม่ยอมให้พระราชอิสริยยศเหมือนอย่างพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นท่านมียศใหญ่เหมือนอย่างสมเด็จพระเอกาทศรถครั้งในแผ่นดินพระนเรศวรเป็นเจ้า
2.ว่าการสิ่งใดสิ่งหนึ่งในพระราชวังบวรฯ ที่กรมพระราชวังบวรฯ แต่ก่อนเคยประพฤติราชธรรมเนียมเป็นธรรมดาอย่างไร ก็ให้ประพฤติตามราชธรรมเนียมดังนั้นทุกประการ อนึ่ง ถ้าจะมีการงานขึ้นสิ่งใดที่จะต้องเรียกผู้คนใช้สอยที่เป็นการผิดแปลกประหลาดกว่าธรรมดา ก็ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองพระบาทก่อนถ้าเป็นการเล็กน้อยก็ให้ทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ หรือบอกกล่าวเสนาบดีให้ทราบก็ได้
3.ว่าถ้ามีที่เสด็จไปในทางวันหนึ่งราตรีหนึ่งก็ดี เป็นทางใกล้เห็นว่าไม่ควรจะกราบบังคมทูลพระกรุณา ก็ต้องให้ทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ หรือบอกท่านเสนาบดีก่อน ถ้าจะเสด็จทางไกลแรมหลายวันหลายราตรีต้องกราบบังคมทูลพระกรุณาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบเสียก่อนจึงเสด็จได้
4.เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นความเกี่ยวข้องหมองหมางผิดประหลาดสิ่งใดให้เป็นที่สะดุ้งสะเทือนก็ให้มีพระอักษรมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทราบ จะได้ทรงชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้ทราบ จะได้สิ้นความสงสัย ถ้ายังไม่สิ้นความสงสัยแล้ว จะโปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ แลสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์กับท่านเสนาบดีประชุมปรึกษาช่วยกันระงับเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นให้แล้วตามความยุติธรรม อนึ่ง ถ้ามีผู้นำเหตุการณ์สิ่งใดขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา หรือทรงทราบเหตุการณ์สิ่งใดที่แปลกพระเนตรพระกรรณประหลาดกว่าตามธรรมเนียม จะมีพระราชหัตถเลขาไปไต่ถามให้ทราบ ถ้ายังไม่ทรงสิ้นสงสัยก็จะทรงปรึกษากับพระบรมวงศานุวงศ์ และบอกท่านเสนาบดีผู้เป็นพยานการประนีประนอมทั้งสองฝ่าย จะไม่ทรงให้เป็นการสะดุ้งสะเทือนก่อนยังไม่ปรึกษาให้เป็นที่หวาดหวั่น”
นอกจากข้อความประนีประนอมที่บรรดาเสนาบดีเสนอต่อกรมพระราชวังบวรฯ รวม 4 ข้อ ดังที่กล่าวนี้แล้ว ยังมีข้อเพิ่มเติมอันเป็นข้อเสนอหรือ “ความไขข้อเพิ่มเติม” ในพระประสงค์ของกรมพระราชวังบวรฯ อีกหลายข้อที่น่าสนใจ ด้วยเป็นข้อที่สะท้อนถึงความร้านฉาวแต่เดิมๆ ที่มีมาระหว่างวังหลวงกับวังหน้าทั้งสิ้น
จากข้อเสนอของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแห่งวังหน้า จะเห็นได้ว่าวังหน้ามุ่งที่จะรักษาความสำคัญของพระองค์และคนของวังหน้าเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปภาษีอากรของวังหลวงอันทำให้กระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์รายได้ทางเศรษฐกิจของวังหน้าโดยตรง และที่เหนืออื่นใดคือความไม่ไว้วางใจของวังหน้าที่มีต่อวังหลวง หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะข้อเสนออันหนักแน่นของวังหน้าที่จะอาศัยอำนาจจากต่างชาติอย่างฝรั่งเศส และโดยเฉพาะอังกฤษเข้ามาค้ำจุน เช่น สัญญาทั้งหมดที่กระทำต่อกันนั้น จะต้องรอตัวแทนจากอังกฤษผู้เป็นเจ้าเมืองสิงคโปร์เสียก่อนจึงจะตกลงกัน ในขณะที่ข้อประนีประนอมของวังหลวงหรือคณะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เน้นที่ต้องการให้วังหน้าได้กลับไปอยู่ในพระอิสริยยศตามราชประเพณีที่กรุงรัตนโกสินทร์เคยเป็นมา ตลอดจนการวางขอบเขตอำนาจ กำลังคน กำลังอาวุธของวังหน้าเพื่อสยบความเคลื่อนไหวในต่อไปในภายหน้า สิ่งที่คณะเสนาบดีปฏิเสธเป็นเด็ดขาดก็คือการเข้าแทรกแซงของมหาอำนาจแห่งชาติ
ด้วยเหตุที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเมื่อเสด็จออกจากพระราชวังบวรฯ ไปประทับอยู่ที่สถานกงสุลอังกฤษนั้น ไม่ได้ประทับลี้ภัยธรรมดา หากแต่พระองค์ได้ขอความคุ้มครองจากรัฐบาลอังกฤษด้วย รัฐบาลอังกฤษจึงมีคำสั่งไปยังเซอร์แอนดรูว์ คลาร์ก ผู้สำเร็จราชการหรือเจ้าเมืองสิงคโปร์ให้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อไกล่เกลี่ยยุติข้อบาดหมางครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งเสนาบดี ข้าราชการผู้ใหญ่ ต่างก็วิตกกังวล เกรงว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะเป็นช่องทางให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ อันอาจจะทำให้สยามต้องสูญเสีย เอกราชได้ในที่สุดจึงได้พยายามหาหนทางประนีประนอมกับกรมพระราชวังบวรฯ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ความไขข้อเพิ่มเติม” หรือว่าเสนอเพิ่มเติม ที่คณะเสนาบดียื่นต่อกรมพระราชวังบวรฯ นั้น มีข้อความที่น่าสนใจว่าดังนี้
“1.ให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงประพฤติราชธรรมเนียมดังนี้ ให้อุปราชาภิเษก เฉลิมพระราชมณเฑียรเป็นกรมพระราชวังบวรฝ่ายหน้ารับพระสุพรรณบัฏ สถิตพระราชวังบวรฯรับพระราชบัณฑูรทรงศักดินา 100,000 ลงอาญาได้ แต่จำ ตี ประหารชีวิต ริบราชบาทว์ มิได้ และจะตั้งข้าราชการได้ตามควรในตำแหน่งกรมพระราชวังแต่ก่อนมา
2.เงินภาษีอากรที่เป็นเงินขั้นในกรมพระราชวังบวรฯ มาแต่ก่อนนั้นน้อย ในแผ่นดินปรัตยุบันกรมพระราชวังพระองค์นี้เคยได้มาอย่างไร ก็จะพระราชทานให้ตามอย่างเคยให้
3.ขุนนางข้าราชการที่พระราชวังบวรฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจะต้องพระราชประสงค์ผู้หนึ่งผู้ใด ก็จะมีพระบรมราชโองการขอมาตั้งแต่ตามเคยมาแต่ก่อน ถ้ากรมพระราชวังบวรฯ จะต้องพระประสงค์ข้าราชการผู้ใดในพระบรมมหาราชวัง ก็ให้ลงมากราบบังคมทูลพระกรุณาขอแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ
4.ว่าทหารปืนใหญ่ปืนน้อยอย่างไรในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรฯ ต่อมาในแผ่นดินปรัตยุบันนี้ก็ยังคงมีอยู่ตามเดิม ยังมิได้จัดให้เป็นแบบอย่างให้เป็นแบบอย่างให้สมควรกับธรรมเนียมกรมพระราชวังบวรฯ ราษฎรจะเป็นที่หวั่นหวาดนิยมไปต่างๆ ตามวิสัยคนที่มิได้รู้ประมาณการ บัดนี้ขอรีบพระราชทานจัดให้เป็นธรรมเนียมในกรมพระราชวังไว้
และจะได้เป็นที่วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แลข้าราชการ แลราษฎร จะได้เป็นที่วางใจได้ แต่นี้ต่อไปจะให้มีทหารปืนเล็กที่มีอาวุธสำหรับพระเกียรติยศในกรมพระราชวังบวรฯ ทั้งนายไพร่เฉพาะ 200 คน แต่ปืนใหญ่ที่มีอยู่ในพระราชวังบวรฯ ที่ใช้ได้แลกระสุนดินดำนั้น จะขอให้ลงมารวบรวมไว้เป็นของกลางสำหรับรักษาแผ่นดินเป็นแห่งเดียว แต่คนซึ่งเป็นทหารปืนใหญ่นั้น ก็ให้คงอยู่ในพระราชวังเดิม เมื่อถึงเวลาฝึกหัดก็ให้เจ้ากรม ปลัดกรมคุมไพร่ไปฝึกหัดที่สนามไชยเหมือนกับทหารในพระบรมมหาราชวังที่ได้ฝึก ก็ให้เจ้ากรม ปลัดกรม มารับปืนแลกระสุนดินต่อเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานในพระบรมมหาราชวังจะจ่ายให้ไปตามสมควรแก่ราชการการที่ได้ขอปืนใหญ่ไปรวบรวมไว้แห่งเดียวเป็นของกลางสำหรับแผ่นดินดังนี้ ก็เพราะจะมิให้เป็นที่หวาดหวั่นมีข้อระแวงสงสัยแก่กันต่อไปภายหน้า







