posttoday
ระบบพรรคแบบหุ้นส่วนประเทศไทย

ระบบพรรคแบบหุ้นส่วนประเทศไทย

06 พฤษภาคม 2561

ทำไมระบบพรรคของไทยจึงดูวุ่นวาย?

ทำไมระบบพรรคของไทยจึงดูวุ่นวาย?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “ทำไมต้องมีพรรคการเมือง” หรือ “มีพรรคการเมืองเพื่ออะไร”
ว่ากันไปแล้วพรรคการเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคแรกๆ จะมีลักษณะของ “การต่อสู้ทางความคิด” ซึ่งก็คือ “ความคิดเพื่อการทำงานเพื่อประเทศชาติส่วนรวม” ที่นักวิชาการเรียกว่า “อุดมการณ์ทางการเมือง” โดยที่เกิดการแบ่งแยกทางความคิด จึงมีการแบ่งพวกกันเป็นส่วนๆ ต่อสู้กันในรัฐสภา คำว่า “ส่วน” ในภาษาอังกฤษคือ “Part” อันเป็นที่มาของคำว่า “Party” นั่นเอง
ตัวอย่างที่โดดเด่นของการเกิดพรรคการเมืองอันเกิดจากความแตกต่างของแนวคิดในการปกครองประเทศก็คืออังกฤษ โดยระบบพรรคของอังกฤษเกิดขึ้นช่วงหลังสงครามกลางเมืองในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยสมาชิกรัฐสภาได้แบ่งพวกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการมีอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ จึงถูกเรียกว่าพวกอนุรักษนิยม อันเป็นที่มาของพรรคคอนเซอร์เวทีฟ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการลดอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ จึงถูกเรียกว่าพวกเสรีนิยม อันเป็นที่มาของพรรคลิเบอรัล แต่ต่อมาชนชั้นแรงงานได้เติบโตเป็นชนชั้นกลางที่มีพลังมากขึ้นในสังคมตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคเลเบอร์
ปัจจุบันการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศอังกฤษไม่ได้มีความแตกต่างในด้านอุดมการณ์อนุรักษนิยมและเสรีนิยม เพราะได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นการต่อสู้ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ สวัสดิการสังคม และการเมืองระหว่างประเทศเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่า “การต่อสู้เชิงประเด็นหรือเนื้อหานโยบาย” (Political struggle on issues and policies) เช่นเดียวกันกับระบบพรรคในโลกสมัยใหม่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก 
ที่ได้เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้ในแนวนี้ทั้งสิ้น
สำหรับประเทศไทย การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองเป็นไปในแบบ “หนุนผู้นำ” คือตั้งขึ้นเพื่อรองรับอำนาจของผู้นำเท่านั้น ทั้งนี้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ประเทศไทยเป็นระบบพรรคเดียว คือมีเพียงคณะราษฎรเท่านั้นที่เป็นกลุ่มการเมืองที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพราะคณะราษฎรไม่ต้องการให้มีศัตรูหรือคู่แข่งขันทางการเมือง ถึงขั้นปิดกั้นไม่ให้มีการจัดตั้งกลุ่มการเมืองใดๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 นั้นด้วย จนเมื่อมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 จึงกำหนดให้ประชาชนมีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองได้ แต่ก็มาจัดตั้งภายหลังการเลือกตั้ง เป็นกลุ่มการเมืองเล็กๆ จำนวนนับสิบกลุ่ม โดยมีพรรคก้าวหน้าของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดตั้งขึ้นเป็นพรรคแรก
ในตอนนั้นมีกลุ่มการเมืองจำนวนหนึ่งนำโดยพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศสนับสนุน ปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีกลุ่มการเมืองอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยจำนวนมาก ทำให้พรรคแนวรัฐธรรมนูญมีขนาดใหญ่จนครองเสียงข้างมากในสภา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จึงร่วมกับนักการเมืองในกลุ่มอื่นๆ ที่เหลือรวมกันเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี ควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค น่าเสียดายที่ระบบพรรคต้องพังลงเนื่องจากรัฐประหารในปีต่อมา จากนั้นทหารก็มาควบคุมการร่างรัฐธรรมนูญและลงมาเล่นการเมืองโดยตรง โดยตั้งพรรคของทหารขึ้นมาเอง ตั้งแต่ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่สามารถรักษาระบบรัฐสภาไว้ได้ แม้จะมีการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากๆ ใน พ.ศ. 2517 แต่ก็ถูกทหารพังอีกใน พ.ศ. 2519 แล้วทหารก็มา “วางแนว” ให้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 ที่ให้วุฒิสภาอันเป็นสภาของทหารมีอำนาจพอๆ กันกับสภาผู้แทนราษฎร จึงได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ”
ประเทศไทยน่าจะมีระบบพรรคที่ดีภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการนำแนวคิด “หุ้นส่วนประเทศไทย” มาใช้เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นก็คือการให้สิทธิอำนาจแก่ประชาชนคนไทยที่เป็น “เจ้าของอำนาจ” ได้เข้าไป “มีส่วนมีเสียง” ในการปกครองและบริหารประเทศมากขึ้น โดยการเพิ่มการมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ ไว้มากมาย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่คนไทยหลังการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2544 ได้ “โอนหุ้น” คือ “โอนอำนาจและสิทธิ” ต่างๆ ให้แก่นักการเมืองฉ้อฉล นำไปอ้างสิทธิในการโกงกินทำความเสียหายให้กับประเทศ อันนำมาซึ่งความรุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2548 สืบเนื่องมาถึง พ.ศ. 2557 จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารอีก 2 ครั้ง โดยที่การรัฐประหารทั้งสองครั้งดังกล่าวก็อ้างว่า เพื่อทวงสิทธิอำนาจนั้นคืนมาให้ประชาชน โดยความคิดที่จะกำจัดนักการเมืองที่ชั่วร้ายและสร้างระบบการเมืองใหม่ ถึงขั้นที่เรียกรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนี้ว่า “ฉบับปราบโกง” และโฆษณาชวนเชื่อความคิดอันสวยหรูนี้ไว้ภายใต้วาทกรรม “การปฏิรูปประเทศ”
ผู้เขียนทราบมาว่าแนวคิดในการเขียนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ทั้ง สส. และ สว. เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “หุ้นส่วนประเทศไทย” ด้วยส่วนหนึ่ง คืออยากจะให้คนไทยเข้ามาร่วมรับผิดชอบในการดูแลพรรคการเมือง ช่วยป้องกันการทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือช่วยกันปฏิรูปประเทศให้สำเร็จให้ได้ แต่แนวคิดนี้น่าจะสำเร็จได้ยากภายใต้บริบท “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า” ของคนไทย ที่ยังอยู่ในลัทธิพึ่งพิง ไม่อยากร่วมเหนื่อยยากลำบาก ชอบการช่วยเหลือ และหวังในตัวผู้นำนั้นมากกว่า
ดูตัวอย่างง่ายๆ พอให้ทุกคนมาเสียค่าใช้จ่ายเป็นสมาชิกพรรค สมาชิกของแต่ละพรรคก็หดหายไปหมด ต่างกันเหมือนฟ้ากับเหวจากเมื่อตอนที่มี “เจ้ามือ” จ่ายค่าสมาชิกให้ในสมัยก่อน
ที่สุดคงมี “พรรคลายพราง” ตั้งโด่เด่อยู่เพียงพรรคเดียว 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ