
ย้อนนึกปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
คำว่า “ปฏิรูป” เป็นคำขลังมาก โดยเฉพาะเมื่อคราวมีการเคลื่อนไหว และชุมนุมกันของกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และเมื่อมีการปฏิวัติ รัฐประหาร ก็ได้มีการนำเสนอเรื่องของการปฏิรูปประเทศ สร้างความหวังให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะบรรดาผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่าก็รอให้ทหารปฏิวัติอยู่ ทั้งเพื่อจะจัดการกับรัฐบาลรักษาการ และเพื่อจะเดินหน้าการปฏิรูปให้ได้ผล ซึ่งจะจริง-เท็จประการใด และจะมีเบื้องหน้า-เบื้องหลัง หรือวาระซ่อนเร้นอย่างไร ก็คิดๆ กันเอาเอง เอาเป็นว่า หน้าฉากนั้นแสดงออกกันเช่นนั้น รวมถึงหน้าฉากของทหารจำนวนหนึ่ง นำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ต้องการจะปฏิรูปประเทศชาติโดยเฉพาะจะทำให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งในตอนนั้นก็ไม่มีใครทราบได้ว่าจะมาเมื่อใด แต่ก็คิดๆ กันเอาไว้ว่าไม่เกิน 2 ปี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคราวปฏิวัติ พ.ศ. 2534 และ 2549เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ 22 พ.ค. 2557 ผู้คนติติงก็มี ผู้คนสนับสนุนก็มี แต่มีคนบอกว่าหากมองสถานการณ์โดยรวม ณ ตอนนั้น โดยไม่ต้องไปย้อนเรื่องรายละเอียดปลีก
คำว่า “ปฏิรูป” เป็นคำขลังมาก โดยเฉพาะเมื่อคราวมีการเคลื่อนไหว และชุมนุมกันของกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และเมื่อมีการปฏิวัติ รัฐประหาร ก็ได้มีการนำเสนอเรื่องของการปฏิรูปประเทศ สร้างความหวังให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะบรรดาผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่าก็รอให้ทหารปฏิวัติอยู่ ทั้งเพื่อจะจัดการกับรัฐบาลรักษาการ และเพื่อจะเดินหน้าการปฏิรูปให้ได้ผล ซึ่งจะจริง-เท็จประการใด และจะมีเบื้องหน้า-เบื้องหลัง หรือวาระซ่อนเร้นอย่างไร ก็คิดๆ กันเอาเอง เอาเป็นว่า หน้าฉากนั้นแสดงออกกันเช่นนั้น รวมถึงหน้าฉากของทหารจำนวนหนึ่ง นำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ต้องการจะปฏิรูปประเทศชาติโดยเฉพาะจะทำให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งในตอนนั้นก็ไม่มีใครทราบได้ว่าจะมาเมื่อใด แต่ก็คิดๆ กันเอาไว้ว่าไม่เกิน 2 ปี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคราวปฏิวัติ พ.ศ. 2534 และ 2549
เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ 22 พ.ค. 2557 ผู้คนติติงก็มี ผู้คนสนับสนุนก็มี แต่มีคนบอกว่าหากมองสถานการณ์โดยรวม ณ ตอนนั้น โดยไม่ต้องไปย้อนเรื่องรายละเอียดปลีกย่อย เอาบริบทส่วนอำนาจเลย คือ เมื่อออกกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ก็เหมือนเป็นการปฏิวัติกลายๆ ดังนั้นทางเลือกในตอนนั้นก็มีอยู่ไม่มากนัก โดยเฉพาะตามวิถีไทยๆ เราที่เป็นมา ดังนั้นเหตุการณ์ในวันดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่อาจจะต้องกัดฟันบอกกันว่าเป็นเรื่องสมมาพาควร ซึ่งหากจะพิจารณาในเชิงลึกของพัฒนาการทางประชาธิปไตย และการกำหนดหน้าที่ขององคาพยพต่างๆ โดยเฉพาะทหารในบ้านเมืองเรา ในตอนนั้นอาจจะจำเป็นที่จะต้องระกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ แต่อาจจะคงไว้เพียงแค่ระดับนั้น ไม่ต้องยกระดับขึ้นเป็นการปฏิวัติ แต่หากพิจารณาเชิงลึกของการช่วงชิงความได้เปรียบ และการทำงานให้ได้ผล หากไม่ปฏิวัติ รัฐบาลรักษาการก็ยังมีเครื่องมือที่จะต่อสู้เพื่ออยู่ต่อ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.รักษาความสงบเรียบร้อยในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และกฎหมายอื่นๆ ที่นายกรัฐมนตรีรักษาการยังสามารถใช้คำสั่งระงับยับยั้งการเข้าเป็นผู้กำหนดการบริหารราชการแผ่นดินของทหาร ดังนั้นในยามดังกล่าว ทางออกจึงมาลงที่การปฏิวัติ-รัฐประหารอีก
เมื่อปฏิวัติมาแล้ว อันที่จริงทางเลือกในการดำเนินการก็มีอยู่หลากหลาย แต่ คสช.ก็ได้เลือกรักษาความสงบเรียบร้อยควบกับการบริหารราชการแผ่นดิน และทางเลือกนั้นก็ตกติดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยชูธง
สำคัญ คือ การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และได้มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) ขึ้นมา ทำให้ผู้คนกระตือรือร้น และมีความหวังกันค่อนข้างมาก ต่อมาเมื่อ สปช.มีอันต้องยุบไป เกิดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แม้ความหวังและความกระตือรือร้นของประชาชนจะตกลง แต่ยังไม่ถึงกับวูบไป แต่แล้ว สปท.ก็ยุบไปอีก มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมากัน 11 คณะบวกสอง ความหวังของผู้คนก็ค่อนข้างจะริบหรี่ ไม่ใช่เรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่หากเป็นการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้แสงตะเกียงแห่งการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็หรี่ๆ หรุบๆ เหลืออยู่แค่ที่คณะกรรมการเหล่านี้ประกอบกับกลไกที่ คสช.บอกว่าจะใช้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเวลาที่เหลืออยู่นี้ ซึ่งวันนี้ก็คงจะค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งนี้ไม่ได้เชื่อมกับการรักษาความสงบเรียบร้อยเท่ากับการดำเนินการทางการเมืองเพื่อไปต่อเสียแล้ว
ต้องรอดูกันต่อไป เวลาที่เหลืออยู่ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจะเป็นเช่นไร ประเทศเราจะไปสู่จุดไหนก่อนถึงวันนั้น







