posttoday
ปลดล็อกสิทธิบัตรเร่งด่วน?

ปลดล็อกสิทธิบัตรเร่งด่วน?

05 พฤษภาคม 2561

โบราณว่าจิ้งจกทักยังต้องฟัง แล้วเรื่องใหญ่ระดับสิทธิบัตร ซึ่งฝ่ายบริหารเตรียมจะใช้มาตรา 44

โบราณว่าจิ้งจกทักยังต้องฟัง แล้วเรื่องใหญ่ระดับสิทธิบัตร ซึ่งฝ่ายบริหารเตรียมจะใช้มาตรา 44 ที่มีอำนาจล้นเหลือ มาปลดล็อกเรื่องที่ค้างกว่าหมื่นเรื่องออกไปถึงกว่า 5,000 เรื่อง หรือครึ่งหนึ่ง ทำไมทางฝ่ายบริหารจึงชี้แจงต่อสาธารณะน้อยมาก ผลดังกล่าวเลยทำให้สังคมระแวงถึงประโยชน์ที่ว่ากันว่าจะเกิดกับส่วนรวมมากกว่าจริงหรือไม่ รวมทั้งการที่ภาคประชาสังคมซึ่งติดตามประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ได้ออกมาตั้งข้อสงสัยจำนวนมาก พร้อมเตือนถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับรัฐมากถึง 5,000 ล้านบาท
ตามที่รัฐบาลออกมาบอกถึง ต้องมีการปฏิรูปใหญ่เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของหน่วยงานรัฐ โดยระบุว่าที่หนักใจมากคือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งยังมีเรื่องค้างนับหมื่นเรื่อง จึงมีความคิดจะให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหา หากใครที่ได้สิทธิบัตรจากต่างประเทศให้ถือว่าได้สิทธิบัตรในไทยโดยอัตโนมัติ และรัฐบาลเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้เรื่องที่ยื่นค้างอยู่เป็นหมื่นราย จะได้สิทธิบัตรไปถึง 5,000 เรื่อง รวมทั้งรู้ว่าเรื่องนี้ยังมีการต่อต้านไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา เพราะเป็นสิทธิบัตรเมืองนอก และอาจทำให้ยามีราคาแพงขึ้น
ด้านกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชนหรือเอฟทีเอว็อทช์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้มาตรา 44 ปลดล็อกการออกสิทธิบัตรยาที่ค้างอยู่นานว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของกรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่างที่รัฐบาลเข้าใจ แต่เป็นปัญหาของบริษัทยาที่ขอสิทธิบัตร เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ต้องการยืดอายุความไม่ชัดเจนในการยื่นให้ตรวจสอบนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเกิดปัญหาเรื่องที่ยื่นขอค้างเป็นหมื่นเรื่อง
นอกจากนั้น ขณะนี้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พัฒนาระบบของหน่วยงาน มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น และเมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ทำหนังสือชี้แจงกับทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่าปัจจุบันนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรา 44 เนื่องจากมีการใช้ระบบไอที ระบบคนที่เพิ่มขึ้นกว่า 70 คน มาพิจารณาตรวจสอบสิทธิบัตรแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้หากจะยังมีการใช้มาตรา 44 ปลดล็อกสิทธิบัตรถึง 5,000 เรื่อง กรณีนี้อาจเป็นการเอื้อให้บริษัทยาข้ามชาติหรือไม่ เพราะงานวิจัยชี้ชัดว่าคำขอสิทธิบัตรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยาโดยเฉพาะ และจำนวนนี้มีมากถึง 80% เป็นคำขอสิทธิบัตรยาที่ไม่สมควรได้ ดังนั้นถ้าใช้มาตรา 44 เพื่อให้สิทธิบัตรออกไปก่อน จากนั้นหากพบผิดจะยกเลิกภายหลังจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ
รวมทั้งวิธีดังกล่าวจะนำความสูญเสียให้กับประเทศชาติกว่า 5,000 ล้านบาท จากชนิดยา 50 ตัวแรก ที่มีการใช้สูงสุดในประเทศไทย เช่นยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตร 3 ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งอีกไม่กี่เดือนสิทธิบัตรจะหมดแล้วจะทำให้บริษัทยาชื่อสามัญ นำยาเข้ามาขายได้ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถซื้อได้ในราคาถูกลงเพื่อทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยา
จากผลวิจัยดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรรับฟังอย่างยิ่ง ถึงผลได้ผลเสียจากการจะใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาดังกล่าว ว่าปัญหาที่แท้จริงแล้วมีต้นตอมาจากการทำงานที่ช้า หรือเป็นลูกเล่นของภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทยาต่างประเทศที่ต้องการดึงเรื่องดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของบริษัท
ดังนั้น หากรัฐบาลยังหาคำตอบไม่ได้ ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนก็ไม่ควรจะใช้มาตรา 44 ปลดล็อกสิทธิบัตร จริงอยู่อำนาจพิเศษดังกล่าวไม่มีใครค้านได้ แต่ทำเรื่องไม่ชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายธรรมก็จะไม่คุ้มครอง 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ