posttoday
ปัญหาคอร์รัปชั่น

ปัญหาคอร์รัปชั่น

05 พฤษภาคม 2561

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่ผมได้เขียนเรื่องการใช้ระบบไอทีมาใช้ที่บริษัทในเมียนมา ก็มีหน่วยงานภาครัฐ

โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่ผมได้เขียนเรื่องการใช้ระบบไอทีมาใช้ที่บริษัทในเมียนมา ก็มีหน่วยงานภาครัฐ (ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อหน่วยงานนะครับ) สนใจเข้ามาขอความเห็น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และอยากจะเผยแพร่ให้แฟนคลับได้อ่านกันครับ จึงขออนุญาตพื้นที่ในคอลัมน์นี้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาตินะครับ
ในความคิดของหน่วยงานที่มาคุยนี้ ต้องการนำเอาแนวคิดของการป้องกันดูแลการฉ้อโกงของพนักงานโดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้นั้น หากนำมาใช้ให้กับประเทศชาติแล้ว จะช่วยลดปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้หรือไม่ ผมกลับมองว่า ทุกๆ องค์กรล้วนมีปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยกันทั้งนั้น ก่อนที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ประสบผลสำเร็จ ควรจะแยกแยะให้ดีเสียก่อน เช่น ในหน่วยงานภาคเอกชนจะมีทั้งหน่วยงานที่จัดหารายได้เข้ามา และหน่วยงานที่จ่ายเงินออกไป หรือเรียกว่า “เพิ่มรายได้และรัดเข็มขัด” จากนั้นต้องดูว่าจะจัดการกับหน่วยงานไหนก่อน แล้วจึงหาสาเหตุของที่มาที่ทำให้เกิดปัญหาครับ
ในหน่วยงานของรัฐก็เช่นเดียวกัน หากจะทำให้ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงลดลง ก็ควรจะต้องแยกแยะปัญหาออกเป็น 3 ตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การเอาระบบเข้ามาป้องกันการคอร์รัปชั่น ขั้นตอนที่ 2 การตรวจสอบระบบการทำงาน ขั้นตอนที่ 3 บทลงโทษเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก
ขั้นตอนแรกนั้นก่อนที่เราจะเอาระบบหรือเอาผู้ตรวจสอบเข้ามาสู่ระบบ สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือที่มาของสาเหตุของปัญหา ที่ผ่านๆ มาสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาคอร์รัปชั่นนั้น น่าจะมาจากรายได้ของผู้คน หากรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ หรือที่เรียกว่ารายได้ไม่พอยาไส้ เราจะห้ามไม่ให้มีการขโมยหรือฉ้อฉลก็คงจะยากนะครับ ดังนั้น เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุมาจากรายได้แล้วก็ต้องมาดูต่อว่าสาเหตุอีกอย่างคือ ปัญหาของความโลภ หรือโลภะนี่แหละครับ ผมมักจะกล่าวอ้างถึงทฤษฎีความพึงพอใจ หรือทฤษฎีอรรถประโยชน์ของเศรษฐศาสตร์ (Utility Theory) ผมเชื่อว่าความโลภของคนเราแต่ละคนจะมีลิมิตไม่เท่ากัน บางคนอาจจะร้อยล้านพันล้าน ยังไม่สามารถกระตุ้นต่อมความโลภเขาได้ แต่สำหรับบางคนเงินแค่สามสิบล้านก็สามารถทำให้เขาออกมาสู้เอาเป็นเอาตาย ดังนั้นเราจึงควรแยกประเภทของบุคคลที่เราจะดูแลเขาออกมาอีกว่าเขาอยู่ในกลุ่มไหน เช่น กลุ่มจัดหารายได้ อย่างสามกรมของกระทรวงการคลัง กลุ่มใช้จ่ายเงิน เช่น กรมกองอื่นๆ ในทุกกระทรวง กลุ่มรักษาดูแลภายใน เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น เมื่อเรารู้ว่าเป็นใคร หน่วยงานไหน และแต่ละระดับชั้น เราจะมีขีดเส้นจำกัดให้เขาได้เท่าไร เราก็สามารถเตรียมการแก้ไขปัญหาได้แล้วครับ ระบบที่จะนำมาใช้บังคับเขาก็สามารถวางแผนได้เป็นขั้นเป็นตอน และสามารถทำให้มีประสิทธิผลได้ครับ
ขั้นตอนที่ 2 คือ ขั้นตอนการวางระบบงาน เราสามารถใช้หน่วยงานที่มีอยู่สร้างระบบออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบไอที เราสามารถสร้างระบบป้องกันการรั่วไหลของเม็ดเงิน ในหน่วยงานที่จัดหารายได้ ก็สามารถสร้างระบบป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ที่ไม่เข้าสู่ระบบของภาครัฐได้ สร้างระบบควบคุมการจัดเก็บที่ไม่สามารถเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ ส่วนหน่วยงานที่อยู่ในภาครายจ่าย เราสามารถสร้างระบบการดูแลการไหลของเงินในระบบสู่กระเป๋าของใครบางคนได้ สร้างระบบการควบคุมการใช้จ่ายที่ไม่เกิดประโยชน์ไม่ให้เกิดช่องว่างในการฉ้อฉลได้ เราจะเห็นเป็นประจำในยุคที่ผ่านๆ มา พอใกล้สิ้นปีงบประมาณแผ่นดินก็จะมีการเร่งเบิกใช้จ่ายงบประมาณกัน เพราะเกรงว่าหากใช้จ่ายงบประมาณไม่ครบตามที่ขอไว้ จะส่งผลกระทบต่องบประมาณในปีถัดไป จึงทำให้เกิดช่องว่างในการใช้จ่ายและเกิดการใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น สิ่งนี้เราจะเคยชินกับมันมาก หากเราร่วมมือกันป้องกันก็จะสามารถลดการคอร์รัปชั่นลงได้แน่นอน และหากนำเอาเทคโนโลยีไอทีเข้ามาช่วยจะช่วยการทำงานได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนสุดท้าย คือ บทลงโทษ เราๆ ท่านๆ เกิดมา จะเห็นบทลงโทษสำหรับการฉ้อราษฎร์บังหลวงน้อยมาก ไม่เหมือนที่เกาหลีใต้ หรือที่ญี่ปุ่น แน่นอนว่าเราเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะอะลุ้มอล่วย แต่ถ้าหากเรามีบทลงโทษที่สาสมต่อการกระทำจริงจัง ผมเชื่อว่าน่าจะลดปัญหานี้ลงได้อย่างมากแน่นอนผมฝันไปว่า อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า หน่วยงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะไม่มีในประเทศไทย เพราะทุกคนทุกองค์กรในประเทศไทยขาวใสสะอาดไม่มีการคอร์รัปชั่น อีกแล้ว 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ