posttoday
บัวหลวงเวนเจอร์ส เปิดแผนลงทุนสตาร์ทอัพ

บัวหลวงเวนเจอร์ส เปิดแผนลงทุนสตาร์ทอัพ

05 พฤษภาคม 2561

หลังจากธนาคารกรุงเทพจัดตั้ง บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส ด้วยทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท โดยถือหุ้น 100%

โดย วารุณี อินวันนา
หลังจากธนาคารกรุงเทพจัดตั้ง บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส ด้วยทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท โดยถือหุ้น 100% เพื่อลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา
ในปี 2561 นี้ บริษัทลูกแห่งนี้พร้อมที่จะลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งไทยและต่างประเทศเป็นปีแรก ภายในวงเงินลงทุนในไทยจำนวน  500 ล้านบาท และลงทุนในต่างประเทศ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้รับอนุมัติเมื่อเดือนที่ผ่านมา หรือประมาณ 310 ล้านบาท 
พนุกร จันทรประภาพ รองประธานฝ่ายการลงทุน ธนาคารกรุงเทพ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ออกไปพบปะพูดคุยกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และบริษัทที่เป็นสตาร์ทอัพแล้วกว่า 60 บริษัท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทำงานร่วมกับธนาคารกรุงเทพค่อนข้างใกล้ชิด นับเป็นปีที่มีการเตรียมความพร้อมในหลายด้านจึงยังไม่มีการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ปี 2561 นี้พร้อมแล้วที่จะลงทุนซึ่งได้รับอนุมัติให้ลงทุนจำนวน 500 ล้านบาท ในสตาร์ทอัพไทยอย่างน้อยๆ 3 บริษัท
ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อุตสาหกรรม และบางรายอยู่ระหว่างวิเคราะห์ธุรกิจ ซึ่งได้ทำการตรวจสอบสถานะทางการเงิน (ดีลดิลิเจนต์) จัดเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโต โดยบริษัทได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเข้าไปให้คำปรึกษาด้านต่างๆ  และสนับสนุนด้านเงินทุนโดยธนาคารกรุงเทพ ทำให้สตาร์ทอัพเหล่านี้มีเงินทุน และมีความพร้อมในการพัฒนาธุรกิจให้สามารถเติบโตได้
ในจำนวน  3 ราย มี 2 ราย ที่มีแผนว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า จะมีโอกาสเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งบริษัทพร้อมจะให้การสนับสนุนเต็มที่
อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเริ่มลงทุนได้ในช่วงไหน แต่มั่นใจว่าจะสามารถลงทุนได้ในปีนี้
หลักการลงทุนในสตาร์ทอัพ
พนุกร อธิบายต่อว่า หลักการลงทุนในสตาร์ทอัพของ บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส จะค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถลงทุนในสตาร์ทอัพทุกระยะ ไม่ได้มีแผนเฉพาะเจาะจงว่าจะลงทุนในช่วงเริ่มต้น หรือซีรี่ส์ใดโดยเฉพาะ แต่จะให้ความสำคัญกับ
หนึ่ง บริษัทที่มีศักยภาพ มีรูปแบบธุรกิจ หรือบิซิเนสโมเดลที่เป็นไปได้ มีสินค้าที่ตลาดต้องการ และสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ เพราะการลงทุนในสตาร์ทอัพมีความเสี่ยงสูง เช่น สถิติการลงทุนในสตาร์ทอัพซึ่งมีฐานในซิลิคอนวัลเลย์ ประสบความสำเร็จเพียง 1 หรือ 2 รายเท่านั้น
สอง ทีมบริหารต้องมีประสบการณ์และมีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจ เพราะบริษัทในกลุ่มนี้มีไม่กี่คน และทุกคนจะทำทุกอย่างในบริษัท
สาม จำนวนเงินที่ระดมทุนกับบิซิเนสโมเดลต้องเหมาะสม มีความเป็นไปได้
สี่ ราคาประเมินของมูลค่าธุรกิจต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะเคยเจอกรณีที่ประเมินมูลค่าธุรกิจไว้สูงมาก ทั้งที่ยังไม่มีฐานลูกค้า ไม่มีรายได้ 

ประเดิมฟินเทคต่างประเทศ
สำหรับเงินลงทุน 500 ล้านบาทนั้น ไม่รวมเงินลงทุนในต่างประเทศ 10 ล้านดอลลาร์ ที่บริษัทได้รับอนุมัติให้ลงทุนได้เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในสตาร์ทอัพสายฟินเทคทั่วโลก ทั้งในสหรัฐ อิสราเอล และภูมิภาคเอเชีย แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อกองทุนดังกล่าว 
“เป็นกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในสตาร์ทอัพสายฟินเทค มายาวนาน โดยกองแรกที่จัดตั้งขึ้นมานั้นเขาขายออกไปแล้ว และสร้างผลตอบแทนค่อนข้างสูง ประกอบกับกองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีธุรกิจ มีรายได้ มีฐานลูกค้าพอสมควร ทำให้พอมองเห็นว่าโอกาสทางธุรกิจจะมีมากน้อยแค่ไหน ความเสี่ยงในการลงทุนจึงต่ำ ตอนนี้กำลังจัดตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมาเพื่อลงทุนในฟินเทคทั่วโลก อยู่ระหว่างการระดมเงินลงทุนจากนักลงทุน ซึ่งเราเข้าไปคอมมิตไว้ 10 ล้านดอลลาร์” พนุกร กล่าว
พนุกร กล่าวว่า การลงทุนในสตาร์ทอัพที่เป็นฟินเทคในต่างประเทศมีวัตถุประสงค์ 2 ด้าน คือ เรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนและเรื่องของเทคโนโลยี และความรู้ที่จะได้จากการลงทุนในสตาร์ทอัพมาปรับใช้และมาต่อยอดในการทำงานกับสตาร์ทอัพด้านฟินเทค เพื่อที่สุดท้ายธนาคารกรุงเทพจะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ให้กับลูกค้าของธนาคารให้ดียิ่งขึ้น
สตาร์ทอัพไทยเริ่มเดินถูกทาง
สำหรับภาพรวมระบบนิเวศการก่อให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพของไทยดีขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากมีการก่อตั้งธุรกิจการร่วมลงทุน (Venture Capital : VC) และบริษัทบริหารเงินลงทุน (Corporate Venture Capital : CVC) เพิ่มขึ้นอย่างมาก และภาครัฐบาลมีการสนับสนุนเงินลงทุนระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ ยอมรับว่ายังหาบริษัทสตาร์ทอัพไทยที่น่าลงทุนยังไม่มีมากนัก เพราะสตาร์ทอัพในไทยเพิ่งเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นาน บางบริษัทมีแนวคิดหรือไอเดียธุรกิจที่ดีมากที่น่าจะไปได้ แต่ก็มีบางบริษัทที่ลอกเลียนแบบไอเดียสตาร์ทอัพจากต่างประเทศ ซึ่งจากการที่เทคโนโลยีและไอเดียที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง ทำให้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เมื่อมีคู่แข่งเข้ามาจะทำให้แข่งขันได้ยาก อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้สตาร์ทอัพไทยเริ่มดีขึ้น มีแนวคิดทางธุรกิจของตัวเอง มีการคิดค้นเทคโนโลยีของตัวเอง และหน่วยงานภาครัฐก็พยายามช่วยเหลือด้านสิทธิบัตร จะทำให้สตาร์ทอัพไทยเข้มแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ