
ทุนไหลออกทิ้งตลาดเกิดใหม่
ไอไอเอฟเผยเริ่มมีสัญญาณทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2016 ตลาดกังวลดอลลาร์-บอนด์ยิลด์พุ่ง
ไอไอเอฟเผยเริ่มมีสัญญาณทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2016 ตลาดกังวลดอลลาร์-บอนด์ยิลด์พุ่ง
สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) เปิดเผยว่า เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นเดือนแรกตั้งแต่ปี 2016 ที่นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ทั้งในตลาดตราสารหนี้และตราสารทุน โดยเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น และต้นทุนกู้ยืมทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
ไอไอเอฟ ระบุว่า แรงเทขายดังกล่าวเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียมากที่สุด โดยมีทุนไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้รวมกันถึง 7,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.47 แสนล้านบาท) แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนหันไปเข้าตลาดในภูมิภาคละตินอเมริกาแทน 6,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.16 แสนล้านบาท)
รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากดอลลาร์และบอนด์ยิลด์ได้ปลุกผี “เทเปอร์ แทนทรัม” หรือความกลัวต่อการเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นมาอีกครั้งเหมือนเมื่อปี 2013 ที่เฟดส่งสัญญาณเป็นครั้งแรกว่าจะเริ่มยุติมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตลาดทั่วโลก
“ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐที่พุ่งขึ้น สอดคล้องกับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกในครั้งนี้ ซึ่งเงินไหลออกมากยิ่งกว่าเมื่อเดือน เม.ย. 2016 ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ราว 5,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.74 แสนล้านบาท) และยังไหลออกเร็วกว่าเมื่อช่วงเทเปอร์ แทนทรัม ในเดือน พ.ค. 2013” ไอไอเอฟ ระบุ
ทั้งนี้ สัญญาณเริ่มต้นของภาวะทุนไหลออก มีขึ้นหลังจากที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้อย่างร้อนแรงในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา โดยมีแรงซื้อสุทธิ 3 เดือน 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.44 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
ขณะที่ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานอ้างข้อมูลจากอีพีเอฟอาร์ โกลบอล ว่า ช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่สิ้นสุดในวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการแห่เทขายบรรดากองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่อีกเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.18 หมื่นล้านบาท) ซึ่งนับเป็นการขายล็อตใหญ่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. และยังนับเป็นครั้งแรกที่เกิดการเทขายดังกล่าวแบบ 2 สัปดาห์ติดต่อกัน
รายงานระบุว่า สัญญาณดังกล่าวเป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน ที่แห่ออกตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ด้านธนาคารกลางอาร์เจนตินา ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้ง ในรอบสัปดาห์นี้ไปอยู่ที่ระดับ 33.25% เพื่อหวังพยุงค่าเงินเปโซที่อ่อนค่าลงหนักไปกว่า 5% ในช่วงราว 1 สัปดาห์ และทั้งปีนี้อ่อนค่าลงไปแล้ว 14% เมื่อเทียบกับดอลลาร์
ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบตะกร้า 6 สกุลเงินหลัก ปรับขึ้นอีกเล็กน้อยวานนี้ 0.1% ไปอยู่ที่ 92.51 จุด ซึ่งคาดว่าจะปิดรอบสัปดาห์ในแดนบวกได้เป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากที่แข็งค่าไปแล้วราว 4% ในช่วงสัปดาห์ก่อน







