
‘TPIPP’กำไรพุ่ง8%
ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์กำไรไตรมาสแรก 754 ล้าน พุ่ง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ขายไฟฟ้าและสินค้ารวมส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟ
ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์กำไรไตรมาสแรก 754 ล้าน พุ่ง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ขายไฟฟ้าและสินค้ารวมส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟ
นางอรพิน เลี่ยวไพรัตน์ รองประธานกรรมการบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 754 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ขายไฟฟ้า และสินค้ารวมรายได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า 1,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.75% เนื่องจากปริมาณขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทมีรายได้รวม 1,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสแรกปี 2560
สำหรับกำไรที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกมาจากกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 650 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 120 ล้านบาท เงินรับค่าสินไหมทดแทน 45 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 61 ล้านบาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี กล่าวว่า ราคาหุ้น TPIPP ราคาร่วงลงมาแรงถึง 20% นับตั้งแต่ต้นปี จากข่าวการเลื่อนกำหนดเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ของโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ และโอกาสในการสร้างการเติบโตที่จำกัด
ทั้งนี้ TPIPP ไม่ได้เข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้ขยะขนาดเล็ก (เอสพีพี) 20 เมกะวัตต์ ที่ จ.นนทบุรี เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนเชิงเศรษฐศาสตร์ (อีไออาร์อาร์) ต่ำ ไม่ถึง 10% เพราะต้นทุนในการลงทุนสูง แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรสุทธิของ TPIPP ในปี 2561 และ 2562 จะยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งถึง 59% และ 41% จากกำลังการผลิตในปัจจุบันและคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสูงอยู่ที่ 4-6% สำหรับปี 2561-2563
ขณะที่ ราคาหุ้นในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2561 ที่ 13 เท่า ซึ่งยังมีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 14 เท่า ดังนั้นแนะนำให้ซื้อ และให้ราคาเป้าหมายที่ 8.60 บาท
ผู้บริหารแจ้งว่าโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งสองโรง ได้แก่ CoalRDF70 (TG7) และ Coal150 (TG8) อาจจะต้องเลื่อนกำหนดซีโอดีออกไปจากเดิมอีก 1 ไตรมาสเป็นเดือน มิ.ย. และ ก.ค.ปีนี้
ดังนั้นจึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2561 ลง 5% แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากงานก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงคาดว่าโรงไฟฟ้า TG7 และ TG8 น่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ภายในกลางปีนี้ บริษัทได้เริ่ม
ซีโอดีโรงไฟฟ้า RDF (TG6) ขนาด 70 เมกะวัตต์ ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งโรงไฟฟ้าใหม่นี้ และโรงไฟฟ้า WH (TG4) ขนาด 30 เมกะวัตต์ ขายไฟให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (พีพีเอ) 90เมกะวัตต์ โดยได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อ (แอดเดอร์) 3.50 เป็นเวลา 7 ปี และโรงไฟฟ้าเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2561 และจะช่วยทำกำไรให้บริษัทปีละประมาณ 2,100-2,300 ล้านบาท โดยอิงจากสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงถึง 65-68%







