
ยื่นชิงหลุมก๊าซ6ราย
เปิดชื่อเอกชน 6 ราย ยักษ์ใหญ่วงการปิโตรเลียมเข้ายื่นตรวจคุณสมบัติประมูลเอราวัณ-บงกช สร้างรายได้ประเทศ 2.1 ล้านล้าน
เปิดชื่อเอกชน 6 ราย ยักษ์ใหญ่วงการปิโตรเลียมเข้ายื่นตรวจคุณสมบัติประมูลเอราวัณ-บงกช สร้างรายได้ประเทศ 2.1 ล้านล้าน
เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้เปิดให้เอกชนเข้ายื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (พรี ควาลิฟิเคชั่น) หรือพีคิว ในการเข้าประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานปี 2565-2566 ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี)
ทั้งนี้ ในช่วงเช้าบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ถือฤกษ์เวลา 09.09 น. เข้ายื่นแบบฟอร์มเป็นรายแรก ตามด้วยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต รายที่ 2 ในเวลา 09.29 น. และบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) เวลา 10.45 น. โดยทั้ง 3 รายได้ยื่นเจตจำนงเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติทั้งสองแหล่งผลิต
จากนั้นในช่วงบ่ายมีเอกชนเข้ายื่นเจตจำนงขอเข้าระบบพีคิวอีก 3 ราย คือ บริษัท โททาล อี แอนด์ พี ไทยแลนด์ บริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท และกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ร่วมกับ บริษัท ไห่เฉิน ปิโตรเลียม แมชชีนเนอรี่ และบริษัท อัล จาเบอร์ กรุ๊ป
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า การที่รายใหญ่เข้ายื่นเจตจำนงวันนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ยึดติดเฉพาะแหล่งที่ตนเองเป็นผู้ดำเนินการหลัก (โอเปอเรเตอร์) ซึ่งการลงทุนทั้งสองแหล่งนี้คาดว่าจะเกิดเงินลงทุนในระยะ 10 ปี หลังหมดอายุสัมปทานเป็นมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท สร้างรายได้แก่ประเทศ 2.1 ล้านล้านบาท สร้างกำไร 9 แสนล้านบาท จะเป็นรายได้ของรัฐไม่ต่ำกว่า 7 แสนล้านบาท
นายสราวุธ กล่าวว่า เงื่อนไขการประมูลที่กำหนดกำลังผลิตขั้นต่ำ 10 ปี การให้น้ำหนัก 65% จากการพิจารณาราคาก๊าซที่ไม่สูงเกินจากราคาปัจจุบันทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ และเป็นผลดีต่อประชาชนในอนาคต
นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต กล่าวว่า มั่นใจว่าจะชนะการประมูลอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์การผลิตก๊าซในประเทศไทยมากว่า 30 ปี มีเทคโนโลยีทั่วโลก และยังเป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งเอราวัณอยู่แล้ว โดยเชฟรอนมุ่งมั่นที่จะลงทุนในไทยต่อแม้จะไม่ชนะการประมูลก็ตาม เนื่องจากยังมีแหล่งอื่นๆ ที่มีสัญญาผลิตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเชฟรอนมีพนักงานเป็นคนไทยถึง 90% จากพนักงานรวม 2,600 คน
“จะยื่นประมูลทั้งสองแปลง หรือจะร่วมทุนกับ ปตท.สผ.หรือไม่ ยังมีเวลาตัดสินใจก่อนที่จะยื่นข้อเสนอในวันที่ 25 ก.ย.นี้ เงื่อนไขสำคัญคือต้องมีเงินทุนหมุนเวียนแหล่งเอราวัณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบงกช 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทแม่ของเชฟรอนพร้อมสนับสนุนเต็มที่” นายไพโรจน์ กล่าว
นายราเชด อัล บลูชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทแม่ของมูบาดาลา คือ มูบาดาลา อิเวสเม้นท์ คอมปะนี (เอ็มไอซี) เป็นบริษัทกองทุนเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีรัฐบาลอาบูดาบีถือหุ้นทั้งหมด มีประสบการณ์ลงทุนทั่วโลก และมีความเข้มแข็งทางด้านการเงิน
“จะยื่นประมูลร่วมกับรายอื่นหรือไม่นั้นขอศึกษาข้อมูลทั้งหมดก่อน โดยปัจจุบันบริษัท มีกำลังผลิตน้ำมันดิบในประเทศไทยประมาณ 3 หมื่นบาร์เรล/วัน ใน 3 แหล่ง ประกอบด้วย แหล่งมโนราห์ แหล่งนงเยาว์ และแหล่งจัสมิน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียมฯ ระบุ
ด้าน นายยุทธ เพียรดี กรรมการผู้จัดการ กิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 กล่าวว่า การยื่นประมูลทั้งสองแหล่ง เนื่องจากบริษัทตั้งใจจะขายก๊าซที่ถูกที่สุดในโลก และมั่นใจว่าจะชนะ เพราะสู้ด้วยราคาตามที่รัฐบาลต้องการ จะใช้พนักงานคนไทย 99% และภาษีเข้าท้องถิ่น







