
ไวน์ กำลังวอดวาย?
ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่น่าอัศจรรย์ในหลายมิติ ตั้งแต่เป็นเครื่องมือสร้างชาติ
โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอเอฟพี
ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่น่าอัศจรรย์ในหลายมิติ ตั้งแต่เป็นเครื่องมือสร้างชาติ เครื่องดื่มแห่งการสังสรรค์ เป็นของสะสมที่เลอค่า และเป็นความฝันของใครหลายๆ คน รวมถึงผมที่อยากดื่มมันแกล้มมื้ออาหารให้ได้ในทุกมื้อ ซึ่งก็ได้แค่ฝันครับ เพราะไวน์บ้านเราไม่ได้ราคาถูกเหมือนเบียร์
ตอนนี้ดูเหมือนความฝันของผมดูยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะสถานการณ์ของการผลิตไวน์ทั่วโลก ไม่ว่าจะโลกเก่าโลกหรือโลกใหม่นั้นไม่ค่อยดีนัก เรียกได้ว่าแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกนับตั้งแต่มีการเก็บบันทึกกันมา
ไม่ได้เขียนไว้เกินจริงนะครับ มันเป็นคำแถลงการณ์ที่ OIV หรือ International Organization of Vine and Wine องค์กรไวน์และไร่ไวน์นานาชาติ รายงานถึงผลผลิตไวน์ของปีที่แล้วนั้น ว่าเป็นผลผลิตไวน์ที่ต่ำสุดในรอบ 60 ปี ที่มีการก่อตั้งองค์กร
ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของสภาพอากาศที่เลวร้ายในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจาก Climate Change และ Global Warming ซึ่งทางองค์กรไวน์และไร่ไวน์นานาชาติระบุว่า ปีที่แล้วมีผลผลิตไวน์ออกสู่ท้องตลาด 2.5 หมื่นล้านลิตร ลดลงร้อยละ 8.6 จากปีก่อนหน้า โดยพื้นที่การผลิตไวน์ (ไร่องุ่น) ไม่ได้ลดลง ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2500 ปีนั้นมีปริมาณไวน์ที่ผลิตได้ 17,380 ล้านลิตร
จริงๆ ในโลกของไวน์ วัฏจักรของผลผลิตที่ดีและไม่ดีนั้นจะเกิดขึ้นสลับกันไป ประมาณกันว่าช่วงเวลาของปีที่ดีของการเก็บเกี่ยวผลผลิตไวน์นั้นอาจวนมาทุกๆ 5-10 ปี ส่วนปริมาณของการบริโภค โดยเฉลี่ยแล้วเราดื่มไวน์กันประมาณ 2.43 หมื่นล้านลิตร/ปี ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย (ไวน์ส่วนหนึ่งที่ออกมาแต่ละปีอาจถูกซื้อและเก็บไว้ในรูปของ “ของสะสม” ก็มี)
ปริมาณการบริโภคนี้สูงมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งพบว่าเมื่อปีที่แล้วมีการดื่มไวน์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 โดยอันดับ 1 ตกเป็นของชาวอเมริกันที่ 3,260 ล้านลิตร รองลงมาคือชาวฝรั่งเศส 2,700 ล้านลิตร และชาวจีนที่ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ที่ 1,790 ล้านลิตร
องค์กรไวน์และไร่ไวน์นานาชาติได้มีการแบ่งผู้ผลิตไวน์ และพบว่าประเทศอิตาลีซึ่งเป็นผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ที่สุดของโลก ผลิตไวน์ได้ลดลงราวร้อยละ 17 (เหลือประมาณ 4,250 ล้านลิตร) ส่วนฝรั่งเศสก็ลดลงร้อยละ 19 (เหลือ 3,670 ล้านลิตร) สำหรับสเปนผลิตลดลงมากที่สุดคือลดลงร้อยละ 20 (เหลือ 3,210 ลิตร) แต่ผู้ผลิตไวน์โลกใหม่ทั้งหลาย ทั้งในสหรัฐ จีน ออสเตรเลีย และอาร์เจนตินา ก็มีปริมาณลดลง แต่ก็ไม่หนักเท่ากับในยุโรป
สิ่งที่ตามมาก็เดาได้ไม่ยากครับ ธุรกิจไวน์ต้องแพงขึ้นแน่นอน ซึ่งประมาณการกันว่าน่าจะสูงขึ้นอย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 4% ในยุโรปและในตลาดโลก ราคาไวน์ที่มาจากไวน์โลกเก่าปรับตัวขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ซึ่งหากนับถึงไวน์ระดับกรองครู (Grand-Cru) ทั้งจากเบอร์กันดีและบอร์กโดซ์ ผมก็ไม่อยากคิดว่าราคาจะขึ้นไปถึงขวดละเท่าไหร่
สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่านั้นก็คือ ยุโรปจะจัดการอย่างไรกับสภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ (Geographic Reference) ของอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายสำคัญ ทั้งไวน์ ชีส หรือสินค้าทางการเกษตรอีกหลายอย่าง ที่น่าเจ็บใจก็คือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากยุโรป แต่มาจากส่วนอื่นๆ ของโลก และส่งผลกระทบถึงสภาพอากาศโดยรวม
ยิ่งการถอนตัวออกจากสนธิสัญญาปารีสของสหรัฐ และการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลกันในประเทศที่กำลังพัฒนา ทั้งจีน รัสเซีย บราซิล และอินเดีย ต่างก็ส่งผลต่อสภาพอากาศทั้งสิ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะหากแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ อาจกระทบไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหารอัตลักษณ์ของประเทศ และลามไปถึงเรื่องของการเมืองได้แน่นอน
เช่นเดียวกับวิกฤตอาหารที่เกิดขึ้นในปี 2553 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีการพิสูจน์แล้วว่าความอดอยากนั่นเองที่ทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ในเอเชียตะวันออก หรือที่เราเรียกกันว่าอาหรับสปริง (Arab Spring) ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งจากรัฐ ข้าวของที่แพงขึ้นโดยไม่มีทางแก้ไข ทำให้คนที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรลุกฮือขึ้นเพื่อต่อต้านชนชั้นปกครอง
ปีหน้าหากว่าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะไปไกลกว่าที่เราคิดแน่ๆ







