
Sell in May
ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงในการเกิดถูกขายในเดือน พ.ค. (Sell in May)
ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงในการเกิดถูกขายในเดือน พ.ค. (Sell in May) จากปัจจัยต่างประเทศ ขณะที่ในประเทศไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ส่วนผลประกอบการดีตามคาด โดยปัจจัยกดดันตลาดในเดือนนี้ ได้แก่ ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เกิน 3 ครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดยังไม่ได้รวมเข้าไป และโอกาสที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะขยับขึ้นเกิน 3% ซึ่งเป็นระดับที่อาจทำให้ต่างชาติปรับพอร์ตอีกครั้ง คาดว่ายังเห็นแรงขายของต่างชาติต่อเนื่องในเดือนนี้ แต่ราคาน้ำมันที่ได้แรงหนุนจากสถานการณ์ตึงเครียดเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน และปริมาณการผลิตน้ำมันจากเวเนซุเอลาที่ลดลงเป็นอานิสงส์ต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมี จึงมองการปรับฐานในเดือนนี้จะไม่ลงลึกไปกว่าเดือนก่อน และตลาดหุ้นจะขยับขึ้นได้ดีในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะยังไม่ได้รวมการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเดือน เม.ย. ยังคงเป็นน้ำมัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่หุ้นโลกทรงตัว และตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนดีสุด ส่วนตลาดหุ้นเอเชียให้ผลตอบแทนลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่วน SET +0.2% จากเดือนก่อน โดยปรับลงไปทำจุดต่ำสุดต้นเดือนที่ 1,724 จุด เพราะศึกฟรีค่าธรรมเนียมของธนาคารและความเสี่ยงของสงครามการค้า และทำจุดสูงสุดที่ 1,805 จุด แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะยังขายต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แต่หุ้นที่นำตลาดในเดือน เม.ย. คือ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และสื่อสาร จึงทำให้หุ้นขนาดใหญ่ยังคงปรับสูงขึ้นกว่าหุ้นเล็ก
ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา SET Index ในเดือน พ.ค. ปรับลงเฉลี่ย 1.7% จากเดือน เม.ย. เพราะแรงขายของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก โดยดัชนีปรับลงทุกปีในปี 2553-2556 แต่ตั้งแต่ปี 2557-2560 ดัชนีเป็นบวกและลบสลับกัน
ตลาดยังกังวลต่อปริมาณการผลิตน้ำมันจากเวเนซุเอลาที่ลดลงไปกว่า 40% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หักล้างค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าได้ และเป็นบวกต่อพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP ซึ่งมีประมูลแหล่งบงกช-เอราวัณหนุนราคาหุ้น และ PTTGC ที่ต้นทุนการผลิตเป็นก๊าซซึ่งราคาขึ้นช้ากว่าน้ำมัน







