
บจ.งัดกลยุทธ์พยุงหุ้น 5 เดือน 7 บริษัทใช้ 8.2 พันล้านซื้อคืน บริหารเงิน เพิ่มผลตอบแทน
7 บจ.ทุ่มเงินเกือบหมื่นล้านซื้อหุ้นคืนพยุงราคา-บริหารสภาพคล่อง ล่าสุด TPIPL ซื้อคืน 5% ยันไม่กระทบชำระหนี้
7 บจ.ทุ่มเงินเกือบหมื่นล้านซื้อหุ้นคืนพยุงราคา-บริหารสภาพคล่อง ล่าสุด TPIPL ซื้อคืน 5% ยันไม่กระทบชำระหนี้
บริษัทจดทะเบียน (บจ.) เริ่มใช้กลยุทธ์ในการซื้อหุ้นคืนเพื่อดูแลราคาหุ้นและบริหารสภาพคล่องทางการเงิน รวมถึงหวังที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราที่ดีขึ้น หากหุ้นที่ซื้อคืนเมื่อถึงครบกำหนดระยะเวลาทางบริษัทไม่ได้นำมาขายออกและใช้วิธีตัดหุ้นซื้อคืนทิ้งไป
ทั้งนี้ ในช่วงเกือบ 5 เดือนแรกของปี 2561 พบว่ามี บจ.จำนวน 7 แห่ง ได้ใช้เงินประมาณ 8,234 ล้านบาทในการซื้อหุ้นคืน ประกอบด้วย บริษัท บางกอกแลนด์ (BLAND) ใช้เงิน 3,719 ล้านบาท ซื้อคืน 1,859 ล้านหุ้น บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) วงเงิน 1,000 ล้านบาท ซื้อคืน 300 ล้านหุ้น โรงพยาบาลลาดพร้าว (LPH) วงเงิน 300 ล้านบาทซื้อ 30 ล้านหุ้น ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) วงเงิน 300 ล้านบาท จะซื้อ 20 ล้านหุ้น บริษัท มาลีกรุ๊ป (MALEE) วงเงิน 500 ล้านบาท ซื้อ 15 ล้านหุ้น บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ (TACC) 15.20 ล้านบาท ซื้อ 3 ล้านหุ้น
นางอรพิน เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนภายหลังการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 มิ.ย. 2561 ที่จะมีมติอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัทเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยตั้งวงเงินซื้อหุ้นคืนสูงสุด 2,500 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นคืน 1,009.5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท หรือ 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด โดยซื้อจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตามบริษัทจะดำเนินการซื้อหุ้นคืนระหว่างวันที่ 16 ก.ค. 2561 ถึงวันที่ 15 ม.ค. 2562
“การซื้อหุ้นคืนครั้งนี้เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มอัตราผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) และอัตรากำไรสุทธิ เพราะหุ้นที่บริษัทจะซื้อคืนไม่ได้สิทธิรับเงินปันผลและทำให้อาร์โออีสูงขึ้นด้วย และการซื้อหุ้นคืนจะทำให้เงินสดบริษัทลดลงจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น” นางอรพิน กล่าว
สำหรับฐานะทางการเงินหลังซื้อหุ้นคืนจะไม่มีปัญหา ยังคงมีสภาพคล่องส่วนเกินกว่า 4,943 ล้านบาท เพราะ ณ วันที่ 16 มี.ค. 2561 บริษัทมีกำไรสะสมในงบเฉพาะกิจการบริษัทสิ้นปี 2560 เท่ากับ 1.26 หมื่นล้านบาท มีหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่จะซื้อหุ้นคืน 6,266 ล้านบาท มีหนี้สินหมุนเวียน 1.3 หมื่นล้านบาท มีเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่อง 5,536 ล้านบาท







