posttoday
ถอดบทเรียนสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น…นัยต่อเศรษฐกิจไทย

ถอดบทเรียนสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น…นัยต่อเศรษฐกิจไทย

01 พฤษภาคม 2561

ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นเรื่อง “การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” หรือ “การแก่ก่อนรวย”

โดย พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา  กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นเรื่อง “การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” หรือ “การแก่ก่อนรวย” ของประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นร้อนที่อยู่ในความสนใจของสื่อทั้งไทยและเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) คาดว่าสัดส่วนประชากรของไทยที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะเพิ่มขึ้นจาก 11% ในปัจจุบัน สู่ระดับ 14% ในปี 2565 ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ตามนิยามของ UN และจะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ประกอบกับเมื่อมองปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำอย่างยาวนาน รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวช้า ทำให้หลายฝ่ายอดกังวลไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังจะเดินตามรอยญี่ปุ่นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “ทศวรรษที่สาบสูญ” หรือ “Lost Decade” ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นแทบไม่ขยายตัวเลย และเผชิญกับภาวะเงินฝืดที่เรื้อรังเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผมยังคิดว่าปัจจัยข้างต้นยังไม่ใช่ตัวถ่วงสำคัญที่จะฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปซบเซาเหมือนกับญี่ปุ่นในยุค Lost Decade จากข้อสังเกตต่างๆ ดังนี้

  โครงสร้างเศรษฐกิจไทยและญี่ปุ่นมีความแตกต่างกัน : เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพี หรือเศรษฐกิจไทยพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกประเทศ โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 6 ปี ที่ 9.9% ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัว 3.9% ขณะที่อุปสงค์ในประเทศหรือการบริโภคของคนภายในประเทศมีสัดส่วนเพียง 48% ของจีดีพี แตกต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศเกือบ 60% ของจีดีพี และพึ่งพาการส่งออกแค่ 20% ดังนั้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้าง แต่คงไม่รุนแรงเหมือนญี่ปุ่นที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

  อุปสงค์ในประเทศของไทยมีตัวช่วยที่แข็งแกร่งกว่าญี่ปุ่น : การท่องเที่ยวถือเป็นผู้เล่นหลักที่ช่วยหนุนอุปสงค์ในประเทศของไทยมาโดยตลอด สะท้อนได้จากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 10% ต่อปี โดยเฉพาะในปี 2560 ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวนกว่า 35.4 ล้านคน ผลักดันให้รายได้จากการท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 12% เทียบกับ 8% ในปี 2552 และทำให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลกอีกด้วย จุดนี้นับว่าแตกต่างจากญี่ปุ่นในยุค Lost Decade ที่ยังไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก สะท้อนจากรายได้การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในช่วงดังกล่าวที่มีสัดส่วนเพียง 0.2% ของจีดีพี เท่านั้น นอกจากนี้ การที่ภาครัฐของไทยมีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและกระจายตัวไปยังเมืองรองมากขึ้น ถือเป็นแนวทางที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืน และถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยหนุนให้อุปสงค์ในประเทศกระจายตัวไปตามหัวเมืองต่างๆ มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้อีกทางหนึ่ง

  ฐานะทางการคลังของไทยแข็งแกร่งเพียงพอต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่เพียง 42% ของจีดีพี ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% แสดงให้เห็นว่าฐานะทางการคลังของไทยยังเข้มแข็งและมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับภาระที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีช่องว่างในการใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยการลงทุนภาครัฐของไทยในช่วง 5 ปีหลังสุดขยายตัวเฉลี่ยถึง 6.2% ต่อปี และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการอีอีซีที่มีความคืบหน้าขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น หลังชะลอตัวตั้งแต่ปี 2554 โดยเฉพาะใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เน้นนวัตกรรมเป็นหลัก ล่าสุด Alibaba บริษัทอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของโลกก็ได้ประกาศเข้ามาลงทุนด้านดิจิทัลในไทยกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น และถือเป็นการใช้กลยุทธ์ตลาดนำสินค้าที่จะช่วยกระจายรายได้และเพิ่มกำลังซื้อในประเทศให้ทั่วถึงมากขึ้นในระยะยาว ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือทางการคลังของไทยในปัจจุบันยังมีความยืดหยุ่นกว่าญี่ปุ่นในช่วง Lost Decade ที่มีหนี้สาธารณะเฉลี่ยสูงถึงกว่า 130% ของจีดีพี ทำให้การลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นในช่วงดังกล่าวซบเซาต่อเนื่อง

กล่าวโดยสรุปคือแม้การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงจนทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซาเหมือนกับที่ญี่ปุ่นเคยประสบในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน สะท้อนได้จากข้อมูลของ UN ที่ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-64 ปี) ของไทยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศจาก 300-310 บาท/วัน เป็น 308-330 บาท/วัน ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพาปัจจัยการผลิตด้านแรงงานในสัดส่วนสูงอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจในปัจจุบันอีกต่อไป ดังนั้น ผู้ประกอบการคงต้องเริ่มนำปัจจัยการผลิตอื่นๆ โดยเฉพาะ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อเน้นแข่งขันด้านคุณภาพมากกว่าราคา ควบคู่ไปกับการปรับกระบวนการผลิตโดยนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้มากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่บรรเทาข้อจำกัดด้านอุปทานแรงงานเท่านั้น แต่ยังสามารถตอบโจทย์อุปสงค์ของผู้บริโภคและผู้สูงอายุยุคใหม่ของไทยที่มีกำลังซื้อสูงได้อีกด้วย

  นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีหรือระบบ Automation มาใช้แทนแรงงานได้ทั้งหมด อาทิ ผู้ผลิตในภาคเกษตรกรรม เกษตรแปรรูป การผลิตขั้นพื้นฐาน หรือภาคบริการก็อาจ มองหาลู่ทางไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV ที่ยังมีปัจจัยการผลิตด้านแรงงานที่ได้เปรียบกว่าไทยจากค่าจ้างแรงงานส่วนใหญ่ที่ยังไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน (ไทยราว 8,000 บาท) และอายุประชากรเฉลี่ยไม่เกิน 28 ปี (ไทย 37 ปี)  ขณะเดียวกันก็อาจมองหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวสูง อาทิ แอฟริกา เอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดีย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดในประเทศที่เริ่มอิ่มตัว และตลาดหลักที่มีการแข่งขันและมีมาตรฐานสินค้าที่สูงขึ้น โดย EXIM BANK พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการไทยในการติดอาวุธด้านเงินทุน และเสริมเกราะกำบังด้านเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการเอง อีกทั้งยังเป็นการช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovative Economy) พร้อมๆ ไปกับการเป็นเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ที่แข็งแกร่งในอนาคต

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ